กู้บ้าน–คอนโดยังไงให้ผ่านง่าย: เตรียมตัว จัดเอกสาร และเช็กเครดิตแบบ Step-by-Step

ในยุคที่ หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์จึงระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยกู้ โดยข้อมูลปลายปี 2024 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ราว 88–89% ของ GDP หรือกว่า 16.4 ล้านล้านบาท และยังถือว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอเชีย

พร้อมกันนั้น ธปท.ก็มีการ ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ระหว่าง 1 พ.ค. 2025 – 30 มิ.ย. 2026 เปิดให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันในหลายกรณี เช่น บ้านหลังแรกมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท และบ้านหลังที่สองมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท เพื่อพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว

สรุปง่าย ๆ คือ

เกณฑ์บางอย่างผ่อนคลายขึ้น แต่การอนุมัติก็ยังคุมเข้ม
เพราะธนาคารต้องกลั่นกรอง “ความสามารถชำระหนี้จริง ๆ” ของลูกค้า


ภาพรวม: ขั้นตอนกู้บ้าน–คอนโดแบบสั้นๆ

  1. ประเมินตัวเองเรื่องรายได้–หนี้–เงินสำรอง
  2. เช็กเครดิตบูโร และจัดระเบียบประวัติหนี้
  3. เตรียมเอกสารให้ครบตามประเภทอาชีพ
  4. เลือกธนาคาร / สินเชื่อ / โครงสร้างดอกเบี้ย
  5. ขอ Pre-approval หรือยื่นคำขอกู้
  6. ธนาคารประเมินรายได้–เครดิต–หลักประกัน (ราคาประเมินทรัพย์)
  7. อนุมัติ / ปรับวงเงิน / ปฏิเสธ → ดำเนินการตามผล
  8. ลงนามสัญญา / จดจำนอง / โอนกรรมสิทธิ์

ต่อไปนี้จะลงรายละเอียดทีละ Step


STEP 1: ประเมิน “ความสามารถผ่อน” (DTI) ให้ตัวเองก่อนให้ธนาคารประเมิน

ตัวเลขหลักที่ธนาคารสนใจมากคือ DTI – Debt to Income Ratio
หรือ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน

สูตร DTI แบบง่ายๆ:
DTI (%) = (ยอดผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้รวมต่อเดือน) ✕ 100

หนี้ทั้งหมด ที่ต้องเอามารวม เช่น

  • ผ่อนรถ
  • ผ่อนบัตรเครดิต / สินเชื่อส่วนบุคคล
  • หนี้สหกรณ์
  • หนี้อื่น ๆ ที่มีภาระผ่อนรายเดือน
  • และ รวม ค่างวดบ้าน/คอนโดที่กำลังจะกู้ด้วย

แม้แต่ละธนาคารจะไม่ได้ประกาศตัวเลขตายตัวสาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติทั้งในไทยและต่างประเทศ มักพยายามไม่ให้ภาระหนี้รวมเกินประมาณ 35–45% ของรายได้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าตึงเกินไปในการชำระหนี้ระยะยาว

วิธีใช้ DTI แบบคนธรรมดา

  1. รวบรวมหนี้ทุกก้อนที่ต้องผ่อนต่อเดือน
  2. ประเมินค่างวดบ้านที่ “อยากกู้” จากเครื่องคำนวณของธนาคาร
  3. เอาทั้งหมดมาบวกกันแล้วหารด้วยรายได้รวมต่อเดือน

คำแนะนำเชิงปลอดภัย:

  • ตั้งเป้า DTI ที่ เรารู้สึกอยู่สบาย เช่น ไม่เกิน 35–40%
  • ไม่ตั้งเป้าที่ “กู้ผ่านได้สูงสุด” แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ

STEP 2: เช็กและจัดการ “เครดิตบูโร” ก่อนยื่นกู้

ธนาคารใช้ข้อมูลจาก บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เป็นฐานข้อมูลประวัติหนี้และการชำระเงินของเรา

ถ้าคุณมีประวัติ ค้างชำระผิดนัดบ่อย ๆ หรือปรับโครงสร้างหนี้ โอกาสกู้ผ่านย่อมลดลงอย่างมาก เพราะสะท้อนว่ามีปัญหาวินัยการชำระหนี้

ช่องทางเช็กเครดิตบูโร (ตัวอย่าง)

คุณสามารถขอรายงานเครดิตบูโรได้จากหลายช่องทาง เช่น

  • ผ่านธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่เป็นตัวแทนยื่นคำขอให้ เช่น กรุงไทย ฯลฯ โดยจะส่งคำขอไปยังเครดิตบูโรและส่งรายงานให้ทางไปรษณีย์ ค่าบริการราว 100–150 บาทต่อครั้ง
  • ผ่านช่องทางออนไลน์/แอปของเครดิตบูโร (แล้วแต่ช่วงเวลานั้นมีบริการใดบ้าง)
  • จุดบริการเครดิตบูโรในห้าง/สถานที่ราชการ (อัปเดตจากเว็บไซต์เครดิตบูโรก่อนจะไป)

สิ่งที่ต้องดูในรายงานเครดิตบูโร

  • จำนวนบัญชีหนี้ทั้งหมดที่มี (บัตรเครดิต, สินเชื่อ, เช่าซื้อ ฯลฯ)
  • วงเงินที่ได้รับ / ยอดคงเหลือ
  • ประวัติการชำระ 12–24 เดือนย้อนหลัง ว่ามีสถานะค้างชำระ “รหัส 30, 60, 90 วัน” บ้างหรือไม่
  • มีบัญชีที่ถูกฟ้อง/ถูกติดตามทวงถามรุนแรงหรือไม่

ทริคเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน:

  • พยายามให้ประวัติการชำระหนี้ 12 เดือนล่าสุด ตรงเวลา 100%
  • ถ้ามีค้างชำระให้รีบเคลียร์ และรอให้ประวัติดีขึ้นก่อนยื่นกู้
  • ลดจำนวนบัตรเครดิต/วงเงินเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้ดูมี “ศักยภาพก่อหนี้” สูงเกินไป

STEP 3: เตรียมเอกสารกู้บ้านให้ครบตามประเภทอาชีพ

ธนาคารทุกแห่งต้องการเอกสาร 3 กลุ่มหลัก:

  1. เอกสารยืนยันตัวตน – บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สถานะสมรส ฯลฯ
  2. เอกสารแสดงรายได้ – ขึ้นกับประเภทอาชีพ
  3. เอกสารทรัพย์สิน/หลักประกัน – สัญญาจะซื้อจะขาย โฉนด ฯลฯ

ตัวอย่างจากธนาคารไทยรายใหญ่ เช่น SCB จะระบุว่า

  • พนักงานประจำ → ใช้สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน และ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • เจ้าของกิจการ → ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองบริษัท งบการเงิน/แบบยื่นภาษี และ Statement ส่วนตัว+ธุรกิจ
  • ฟรีแลนซ์/วิชาชีพอิสระ → ต้องใช้ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน + ใบประกอบวิชาชีพ/หลักฐานรายได้อื่น ๆ

3.1 พนักงานประจำ

เอกสารที่มักต้องใช้

  • สำเนาบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน
  • สลิปเงินเดือน 3–6 เดือนล่าสุด
  • หนังสือรับรองเงินเดือน (ถ้ามี)
  • Statement บัญชีเงินเดือน 6 เดือนล่าสุด
  • เอกสารภาษี (เช่น 50 ทวิ) ในบางกรณี

3.2 เจ้าของกิจการ / ผู้ประกอบการ

  • สำเนาหนังสือรับรองบริษัท / ทะเบียนพาณิชย์ พร้อมวัตถุประสงค์
  • รายชื่อผู้ถือหุ้น (ในกรณีบริษัท)
  • งบการเงินและแบบยื่นภาษีเงินได้ปีล่าสุด 1–2 ปี
  • Statement บัญชีธุรกิจและบัญชีส่วนตัว 6–12 เดือน

3.3 ฟรีแลนซ์ / อาชีพอิสระ

ประเทศไทยถือว่า ฟรีแลนซ์เป็นกลุ่มที่ธนาคารเข้มงวดกว่า เพราะรายได้ไม่แน่นอน ต้องใช้ Statement ที่สะท้อนรายได้จริงอย่างสม่ำเสมอ และบางแห่งอาจปล่อยวงเงินกู้ได้น้อยกว่าพนักงานประจำที่มีรายได้เท่ากัน

เอกสารที่ควรเตรียมให้ดีที่สุด

  • Statement บัญชีที่มีรายรับงานเข้า 6–12 เดือนขึ้นไป
  • เอกสารแสดงที่มารายได้ เช่น สัญญาจ้าง/ใบแจ้งหนี้/สลิปโอนจากลูกค้า
  • ใบประกอบวิชาชีพ (ถ้ามี) เช่น หมอ ทนาย สถาปนิก ฯลฯ

แนวคิดสำคัญ:
ธนาคารต้องการ “มองเห็นรายได้จริงและเสถียรภาพ”
ยิ่งเตรียมหลักฐานรายได้ชัด → ยิ่งเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน


STEP 4: เข้าใจเกณฑ์ LTV และมาตรการ 100% ในช่วง 2025–2026

LTV – Loan to Value คือสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน เช่น ราคาประเมินของบ้าน/คอนโด

โดยปกติ ธปท.กำหนดเพดาน LTV แยกตาม

  • มูลค่าบ้าน
  • ลำดับการกู้ (บ้านหลังที่ 1, 2, 3 ฯลฯ)

แต่ในปี 2025 ธปท.ประกาศ ผ่อนคลาย LTV ชั่วคราว
ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2025 – 30 มิ.ย. 2026 ให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้สูงสุด
100% ของมูลค่าหลักประกันในหลายกรณี เช่น

  • บ้าน/คอนโดมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านบาท (กู้ได้เต็มขึ้นกว่านโยบายเดิม)
  • บ้านหลังที่สองมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ที่เดิมเคยถูกจำกัด LTV ต่ำกว่า 100%

แต่… สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ

การ “อนุญาตให้ปล่อยกู้ได้ถึง 100%” เป็นเพียงกรอบจาก ธปท.
ไม่ได้แปลว่าทุกธนาคารจะ “ปล่อยกู้ 100% ให้ทุกคน”

ธนาคารแต่ละแห่งยังคงใช้

  • เกณฑ์พิจารณารายได้
  • DTI
  • เครดิตบูโร
  • ความเสี่ยงของลูกค้า

มาประกอบการอนุมัติวงเงินจริงเสมอ

คำแนะนำ:

  • ใช้ประโยชน์จากมาตรการ LTV 100% ได้ “ถ้าจำเป็นจริง ๆ”
  • แต่จากมุมมองการเงินระยะยาว การมี เงินดาวน์บางส่วน จะช่วยลดค่างวดและความเสี่ยงได้มากกว่า

STEP 5: เปรียบเทียบ “ดีลสินเชื่อบ้าน” อย่างมืออาชีพ

อย่าดูแค่ตัวเดียว ควรเทียบอย่างน้อย 2–3 ธนาคาร

สิ่งที่ควรเทียบ

  1. ดอกเบี้ย 3 ปีแรก – มักเป็นช่วงโปรโมชั่น
  2. ดอกเบี้ยหลังจากนั้น – บางดีล 3 ปีแรกสวย แต่หลังจากนั้นแพง
  3. ค่าธรรมเนียม – ค่าประเมินหลักประกัน, ค่าจัดสินเชื่อ, ค่าจดจำนอง
  4. ค่าปรับปิดก่อนกำหนด (prepayment) – ถ้าวางแผนโปะเร็วควรดูให้ดี
  5. การบังคับทำ MRTA/ประกันชีวิต – บางธนาคารตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยพิเศษ

ในบริบทที่หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP ทาง ธปท.ก็ยังเน้นเรื่อง “วินัยทางการเงิน” ของประชาชนในการแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนก่อหนี้เพิ่มอย่างไร้การวางแผน

ดังนั้น เวลาคุณเลือกดีล
อย่าดูแค่ “ผ่อนได้” แต่ต้องถามว่า “ผ่อนแล้วชีวิตยังมีเงินเหลือเก็บไหม”


STEP 6: ขอ Pre-Approval ก่อนวางเงินจอง (ถ้าทำได้)

หลายธนาคารในไทยมีบริการ Pre-Approval / Preliminary Approval
ให้คุณส่งเอกสารเบื้องต้น เพื่อประเมินวงเงินและโอกาสกู้ผ่านล่วงหน้า
ก่อนจะไปวางเงินจองบ้าน/คอนโดจริง ๆ

ข้อดีของการทำ Pre-Approval

  • รู้ “กรอบวงเงินคร่าว ๆ” ที่ธนาคารน่าจะให้
  • เลือกทรัพย์/โครงการให้เหมาะกับวงเงินจริง
  • ลดความเสี่ยงจองบ้านไปแล้วกู้ไม่ผ่าน

ถ้าโครงการบังคับให้จองก่อนแล้วค่อยยื่นกู้
อย่างน้อยคุณควร “ลองคุยธนาคาร” เพื่อประเมินโอกาสผ่านก่อนเสมอ


STEP 7: การประเมินหลักประกันและการอนุมัติจริง

หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วน ธนาคารจะทำ 2 อย่างหลักๆ:

  1. ประเมินตัวคุณ – รายได้, ภาระหนี้, เครดิตบูโร, ประวัติการเงิน
  2. ประเมินทรัพย์ – ราคาประเมินของบ้าน/คอนโดจากผู้ประเมินอิสระหรือในเครือธนาคาร

ผลลัพธ์ที่เจอได้บ่อย:

  • อนุมัติเต็มวงเงินที่ขอ
  • อนุมัติแต่ลดวงเงิน (เช่น ประเมินบ้านต่ำกว่าราคาขาย หรือ DTI สูง)
  • ไม่อนุมัติ – มักเกิดจากเครดิตบูโรมีปัญหา หรือหนี้เยอะเกินรายได้

ถ้า “ผ่านแต่ลดวงเงิน”

  • คุณต้องเพิ่มเงินดาวน์เอง
  • หรือเจรจาโครงการ/ผู้ขายเพื่อลดราคา (ซึ่งไม่ง่ายเสมอไป)

STEP 8: ทริคเพิ่มโอกาสกู้ผ่านในยุคที่ธนาคารคุมเข้ม

  1. ทำประวัติการเงินให้สวย 12 เดือนก่อนยื่นกู้
    • จ่ายบัตร/สินเชื่อ ตรงเวลา 100%
    • พยายามไม่ก่อหนี้ใหม่ใหญ่ๆ ในช่วงก่อนยื่นกู้
  2. ลดหนี้หมุนเวียน (บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคล)
    • พยายามลดวงเงินคงค้างให้ต่ำกว่า 30–40% ของวงเงินที่มี
    • ปิดบัญชีที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในสายตาธนาคาร
  3. อยู่ที่ทำงานเดิมให้เกินช่วงทดลองงาน
    หลายธนาคารกำหนดว่าต้องผ่านโปร/ทำงานในสายอาชีพเดิมมาระยะหนึ่ง (เช่น 6–24 เดือน) จึงจะมองว่ารายได้มีเสถียรภาพ
  4. เตรียมเงินดาวน์บางส่วน แม้จะมี LTV 100%
    • ทำให้ค่างวดต่อเดือนต่ำลง
    • ทำให้ DTI ดีขึ้น
    • สะท้อนว่าคุณมีวินัยการเงินในการเก็บเงินเอง
  5. เก็บ Statement ให้สะอาดและมีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงเงินสดจำนวนมากเข้าออกโดยไม่มีที่มาชัดเจน
    • ใช้บัญชีเดียวเป็นหลักสำหรับรับรายได้ จะทำให้ธนาคารประเมินง่ายขึ้น

STEP 9: เช็กลิสต์ก่อนกด “ยื่นกู้บ้าน”

ก่อนส่งใบสมัคร ลองเช็กตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้:

  • ผม/ฉันคำนวณ DTI แล้ว และค่างวดหลังจากกู้ยังทำให้มีเงินเหลือเก็บ
  • เครดิตบูโร 12 เดือนล่าสุด ไม่มีสถานะค้างเกิน 30 วัน
  • เอกสารรายได้ครบ และแสดงความสม่ำเสมอของรายได้ได้ดี
  • เตรียม Statement 6–12 เดือนที่อ่านง่ายและมีเงินเข้าออกปกติ
  • ศึกษาเงื่อนไข LTV, ดอกเบี้ย, ค่าปรับปิดก่อนกำหนดของอย่างน้อย 2–3 ธนาคาร
  • เข้าใจความเสี่ยงของการกู้ 100% และตัดสินใจจากความสามารถผ่อนจริง ๆ

FAQ – คำถามยอดฮิตเรื่องการกู้บ้าน–คอนโด

Q1: ทำงานกี่ปีถึงจะกู้บ้านได้?

ขึ้นกับนโยบายแต่ละธนาคาร แต่ตัวอย่างเกณฑ์จากบางธนาคารในไทย เช่น

  • พนักงานประจำ: มักต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 6 เดือน–2 ปี (และผ่านโปรแล้ว)
  • เจ้าของกิจการ/ฟรีแลนซ์: มักต้องการประวัติธุรกิจ/รายได้อย่างน้อย 2–3 ปี

Q2: ฟรีแลนซ์กู้บ้านได้ไหม?

ได้ แต่จะเข้มกว่าพนักงานประจำ เพราะรายได้ผันผวน
ธนาคารจะดู Statement ย้อนหลังยาวกว่า และอาจให้วงเงิน/เปอร์เซ็นต์กู้ต่ำกว่า ต้องเตรียมเอกสารรายได้ให้ดีเป็นพิเศษ

Q3: ช่วงนี้กู้บ้าน 100% ดีไหม?

มาตรการ LTV 100% ปี 2025–2026 ช่วยให้บางคนที่มีเงินดาวน์ไม่มากสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้นจริง ๆ

แต่จากมุมมองความเสี่ยง:

  • หนี้จะเต็มมูลค่าทรัพย์ → ค่างวดสูงขึ้น
  • ถ้ารายได้ติดขัด หรือมีเหตุฉุกเฉิน → เสี่ยงผิดนัดชำระได้ง่ายกว่า
  • ในบริบทที่หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงมาก ธปท.เองก็เน้นเรื่อง “วินัยหนี้” ไม่ใช่แค่การก่อหนี้เพิ่ม

ดังนั้น ถ้าคุณ มีเงินดาวน์บางส่วนได้ ก็ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่สมดุลกว่าในระยะยาว


ข้อควรจำสุดท้าย: “กู้ผ่าน” ไม่เท่ากับ “อยู่ไหว”

  • ธนาคารดูว่าคุณ “มีศักยภาพชำระได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ”
  • แต่คนที่ต้องอยู่กับหนี้ 20–30 ปีคือคุณเอง

ก่อนตัดสินใจกู้บ้าน–คอนโด

  1. ทำการบ้านเรื่อง DTI และงบรายเดือนให้ดี
  2. ดูเครดิตบูโรและจัดระเบียบหนี้อย่างจริงจัง
  3. เตรียมเอกสารให้ครบ และเปรียบเทียบสินเชื่อหลายธนาคาร
  4. ใช้ LTV 100% อย่างมีสติ ไม่ใช่เพียงเพราะ “กู้ได้เต็ม”

บทความที่เกี่ยวข้อง

บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด? เลือกแบบไหนให้ตรงกับชีวิตและงบประมาณ

คำถามยอดฮิตของคนกำลังจะซื้อที่อยู่อาศัยคือ“จะซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดดี?” ทุกแบบมีข้อดี–ข้อเสียต่างกัน แต่ปัญหาคือ…คนส่วนใหญ่มักเลือกจาก “ความรู้สึกชอบ” หรือ “เห็นโปรดี ของแถมเยอะ” มากกว่าเลือกจาก “ชีวิตจริงและภาระระยะยาว” บทความนี้จะช่วยให้คุณมองภาพชัดขึ้นว่า แบบไหนเหมาะกับคุณ โดยใช้ 3

คู่มือซื้อบ้านและคอนโด: 10 เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจวางเงินจอง

การ “วางเงินจอง” บ้านหรือคอนโดคือจุดที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่า มันจริงแล้วนะ ชีวิตกำลังจะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป ผิดนิดเดียวอาจต้องอยู่กับภาระหลายสิบปี บทความนี้คือ คู่มือซื้อบ้านและคอนโดแบบเช็กลิสต์ สำหรับมือใหม่ ที่อยากเช็กตัวเองให้ครบก่อนวางเงินจอง เน้นภาษาคนธรรมดา แต่แทรกแนวคิดการเงินและข้อมูลจริงที่ธนาคารใช้พิจารณา เช่น DTI,