คู่มือซื้อบ้านและคอนโด: 10 เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจวางเงินจอง

การ “วางเงินจอง” บ้านหรือคอนโดคือจุดที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่า มันจริงแล้วนะ ชีวิตกำลังจะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป ผิดนิดเดียวอาจต้องอยู่กับภาระหลายสิบปี

บทความนี้คือ คู่มือซื้อบ้านและคอนโดแบบเช็กลิสต์ สำหรับมือใหม่ ที่อยากเช็กตัวเองให้ครบก่อนวางเงินจอง เน้นภาษาคนธรรมดา แต่แทรกแนวคิดการเงินและข้อมูลจริงที่ธนาคารใช้พิจารณา เช่น DTI, LTV, เครดิตบูโร เพื่อให้คุณคุยกับเซลส์และธนาคารได้อย่างมั่นใจ


เช็กลิสต์ข้อที่ 1 – ตอบให้ได้ก่อนว่า “ซื้อไปเพื่ออะไรแน่ๆ”

ก่อนดูทำเล ดูโปร ดอกเบี้ย หรือของแถม ให้ตอบตัวเองเรื่องเดียวก่อน:

  • ซื้ออยู่เองระยะยาว (10 ปีขึ้นไป)
  • ซื้ออยู่ชั่วคราวแล้วขาย/ปล่อยเช่า
  • ซื้อเพื่อปล่อยเช่าล้วนๆ (เน้นลงทุน)
  • ซื้อเก็บทรัพย์สินให้ครอบครัว

เพราะเป้าหมายจะส่งผลต่อทุกอย่าง เช่น

  • ถ้า อยู่เอง → ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ทำเลเดินทางสะดวก ใกล้ที่ทำงาน โรงเรียน ฯลฯ
  • ถ้า เน้นลงทุน → ต้องโฟกัส yield, demand เช่า, ราคาซื้อเทียบตลาด, ความสามารถปล่อยเช่าได้จริง
  • ถ้า อยู่แค่ 3–5 ปี → ต้องคิดเรื่องสภาพคล่องขายต่อ ความต้องการในตลาดย่านนั้น

แนะนำ: เขียนเป้าหมายบนกระดาษ/โน้ตมือถือให้ชัด แล้วใช้เป็น “ตัวกรอง” ทุกตัวเลือกที่ดู


เช็กลิสต์ข้อที่ 2 – ประเมิน “ภาพรวมงบ” ไม่ใช่ดูแค่ราคาหน้าป้าย

มือใหม่ส่วนใหญ่ดูแค่ “ราคาหน้าป้าย” เช่น 2.5 ล้าน 3.2 ล้าน แต่เวลาจ่ายจริงมีอย่างน้อย 4 กองนี้:

  1. เงินดาวน์ + เงินจอง + ทำสัญญา
  2. ค่าใช้จ่ายวันโอน เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง ภาษี ฯลฯ (บางช่วงรัฐอาจมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยภาคอสังหา)
  3. ค่าแต่งบ้าน/เฟอร์นิเจอร์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
  4. เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อัตรา LTV (Loan-to-Value) กำหนดสัดส่วนวงเงินกู้ต่อราคาบ้าน เช่น ในช่วงปกติโดยทั่วไปจะไม่ได้กู้เต็ม 100% ทำให้ต้องมีเงินดาวน์เองจำนวนหนึ่ง แต่ระยะปี 2025–2026 มีมาตรการผ่อนคลายให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงสุดถึง 100% ในบางกรณีเพื่อพยุงตลาดอสังหา ซึ่งยังเป็นมาตรการชั่วคราวและขึ้นกับเงื่อนไขแต่ละธนาคารอยู่ดี

เช็กลิสต์:

  • มีเงินสดสำหรับดาวน์ + ค่าใช้จ่ายวันโอนแล้วอย่างน้อย X บาท
  • เผื่อเงินแต่งบ้าน/คอนโดไว้อีกอย่างน้อย 10–20% ของราคาบ้าน
  • มีเงินสำรองฉุกเฉิน แยกจากเงินดาวน์

เช็กลิสต์ข้อที่ 3 – เช็กสุขภาพการเงินและ DTI ก่อนให้แบงก์เช็กเรา

DTI (Debt-to-Income Ratio) = สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน เป็นตัวที่ธนาคารใช้ดูว่าเรารับภาระหนี้ได้แค่ไหน

โดยทั่วไป ทั้งในไทยและต่างประเทศ ธนาคารมักอยากเห็น DTI รวมแล้วไม่เกินประมาณ 35–45% ของรายได้ต่อเดือน (บางกรณีไทยอาจยอมถึงราว 40–50% ขึ้นกับธนาคารและโปรไฟล์ลูกค้า)

วิธีคำนวณ DTI แบบง่ายๆ

DTI = (ยอดผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน รวมค่างวดบ้านใหม่ ✕ 100) ÷ รายได้รวมต่อเดือน

ตัวอย่าง:

  • รายได้ 40,000 บาทต่อเดือน
  • มีหนี้ผ่อนรถ 7,000 บาท + บัตรเครดิตขั้นต่ำ 3,000 บาท + ค่างวดบ้านใหม่ที่เล็งไว้ 12,000 บาท
  • หนี้รวมต่อเดือน = 22,000 บาท

DTI = 22,000 ÷ 40,000 ✕ 100 = 55% → ค่อนข้างตึง

เช็กลิสต์:

  • รวมยอดหนี้ทั้งหมดต่อเดือนแล้ว
  • คำนวณ DTI แล้วไม่เกินระดับที่ตัวเอง “อยู่ไหว” (ไม่ใช่แค่ “กู้ผ่าน”)
  • วางแผนเคลียร์หนี้บางส่วนก่อนยื่นกู้ ถ้า DTI สูงเกินไป

จำไว้ว่า: กู้ผ่านไม่ได้แปลว่าอยู่ไหว ให้ตั้งเกณฑ์ของตัวเอง เช่น อยากให้หนี้รวมไม่เกิน 35–40% ของรายได้ต่อเดือน


เช็กลิสต์ข้อที่ 4 – ตรวจและจัดการ “เครดิตบูโร”

ก่อนวางเงินจอง ควรเช็ก เครดิตบูโร ของตัวเองก่อน เพราะถ้ามีประวัติค้างชำระหนี้เก่า แล้วมารู้ทีหลังตอนยื่นกู้ อาจทำให้กู้ไม่ผ่านและเสี่ยงถูก “ยึดเงินจอง” ตามเงื่อนไข

สิ่งที่ควรทำ:

  • ขอรายงานเครดิตบูโรมาดู (ออนไลน์/ออฟไลน์)
  • ตรวจว่ามีหนี้ค้าง/ผิดนัด/สถานะ “ปรับโครงสร้างหนี้” หรือไม่
  • ถ้ามีหนี้เสีย → รีบเคลียร์และให้เวลาระบบอัปเดตประวัติ

เช็กลิสต์:

  • ขอเครดิตบูโรมาเช็กเรียบร้อย
  • ไม่มีหนี้ค้างหรือผิดนัดในช่วง 12 เดือนล่าสุด
  • ถ้ามี แก้ไขแล้วและเข้าใจความเสี่ยงต่อโอกาสกู้ผ่าน

เช็กลิสต์ข้อที่ 5 – เลือกทำเลให้ตรงชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ดูจากแผนที่

ทำเลที่ดีสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่ดีสำหรับอีกคนหนึ่ง ให้ดูจาก ชีวิตจริงของคุณ เป็นหลัก:

  • ที่ทำงาน/ธุรกิจของคุณอยู่แถวไหน?
  • ต้องเดินทางไปไหนบ่อยที่สุดในสัปดาห์?
  • มีแผนจะย้ายงาน ย้ายออฟฟิศเร็วๆ นี้ไหม?
  • ใช้รถส่วนตัวหรือพึ่งรถไฟฟ้า/ขนส่งสาธารณะเป็นหลัก?

ลองจำลอง “หนึ่งวันทำงานปกติ” ว่าถ้าอยู่บ้าน/คอนโดใหม่แล้ว ชีวิตจะเป็นยังไงบ้าง เช่น:

  • เวลาออกจากบ้านกี่โมง?
  • รถติดประมาณไหน?
  • เดินจากคอนโดไป BTS/MRT หรือป้ายรถเมล์ไหวไหม?
  • ตอนขากลับมืดแค่ไหน ปลอดภัยไหม?

เช็กลิสต์:

  • ไปเดินสำรวจทำเลจริงทั้งตอนกลางวันและกลางคืน
  • ทดสอบเส้นทางไป–กลับที่ทำงานในวันธรรมดา
  • เช็กเรื่องโรงเรียน/โรงพยาบาล/ห้าง/ตลาด ใกล้ที่อยู่อาศัย

เช็กลิสต์ข้อที่ 6 – เลือก “ประเภททรัพย์” ให้เหมาะกับช่วงชีวิต

ก่อนจอง ให้ถามตัวเองว่าแบบไหนเหมาะ:

  • บ้านเดี่ยว / ทาวน์โฮม / บ้านแฝด
    • ข้อดี: พื้นที่เยอะ เป็นส่วนตัวกว่า เลี้ยงสัตว์สะดวก
    • ข้อเสีย: ดูแลเองเยอะ การเดินทางอาจไกลเมือง
  • คอนโด/ห้องชุด
    • ข้อดี: ใกล้รถไฟฟ้า อยู่ในเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม
    • ข้อเสีย: พื้นที่เล็กกว่า มีค่าส่วนกลางสูงกว่าในบางพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง: จำนวนที่จอดรถ ความหนาของผนัง เสียงรบกวน เพื่อนบ้าน ทิศห้อง แดด ลม ฯลฯ ที่ควรไป “สัมผัสจริง” ไม่ดูจากแปลนอย่างเดียว

เช็กลิสต์:

  • เลือกประเภททรัพย์ให้ตรงกับแผนชีวิต 5–10 ปีข้างหน้า
  • เข้าไปดูห้องตัวอย่าง/บ้านตัวอย่างจริง และถามข้อเสียกับเซลส์ตรงๆ
  • เช็กเรื่องที่จอดรถ ลิฟต์ เพื่อนบ้าน และสังคมโครงการ

เช็กลิสต์ข้อที่ 7 – ตรวจประวัติโครงการและผู้พัฒนา

ในยุคที่ตลาดอสังหาไทยชะลอตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลมีมาตรการช่วยภาคอสังหา เช่น ผ่อนคลายกฎ LTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยให้คนซื้อบ้านเข้าถึงสินเชือง่ายขึ้นและช่วยดีเวลอปเปอร์ที่ได้รับผลกระทบจากดีมานด์ที่อ่อนลง

แต่ในฐานะผู้ซื้อ คุณต้องดู “ความแข็งแรง” ของผู้พัฒนาเองด้วย:

  • เคยส่งมอบโครงการช้า/ทิ้งงานไหม?
  • คุณภาพงานก่อสร้างของโครงการเก่าๆ เป็นอย่างไร?
  • มีเคสลูกบ้านร้องเรียนหนักๆ ในรีวิว/โซเชียล หรือเพจร้องเรียนไหม?

เช็กลิสต์:

  • เสิร์ชชื่อโครงการ + ชื่อบริษัทพัฒนา ดูรีวิวและข่าว
  • ถามเซลส์ถึงโครงการเก่าที่สร้างแล้วเสร็จ แล้วลองไปดู
  • เช็กงบประมาณ/เครดิตของบริษัทจากข่าวเศรษฐกิจ (ถ้ามี)

เช็กลิสต์ข้อที่ 8 – อ่าน “สัญญาและเงื่อนไขเงินจอง” ให้ละเอียดมากกว่าที่คิด

หลายคนรีบวางเงินจองเพราะกลัวห้องหมด/โปรหมด โดยยังไม่ได้อ่านเงื่อนไขเต็มๆ ว่า:

  • ถ้า กู้ไม่ผ่าน จะได้เงินจองคืนไหม? คืนแบบไหน? คืนเต็ม/คืนบางส่วน/ไม่คืนเลย?
  • ต้องยื่นกู้กับ “ธนาคารคู่สัญญา” เท่านั้นหรือไม่?
  • ถ้าธนาคารลดวงเงินกู้จนเราไหวไม่ไหว จะถือว่า “กู้ไม่ผ่าน” ตามสัญญาหรือไม่?

เช็กลิสต์:

  • ขอสำเนาใบจองและสัญญามาอ่านก่อนเซ็น/จ่าย
  • ทำโน้ตถามเซลส์ว่า “กรณีไหนบ้างที่ยึดเงินจอง?”
  • ถ้าไม่มั่นใจ ให้ปรึกษานักกฎหมาย/คนที่มีประสบการณ์ก่อนเซ็น

เช็กลิสต์ข้อที่ 9 – เปรียบเทียบ “สินเชื่อบ้าน” มากกว่าหนึ่งธนาคารเสมอ

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องเปรียบเทียบ:

  • ดอกเบี้ย 3 ปีแรก / หลังจากนั้น
  • อัตราแบบคงที่ vs ลอยตัว
  • เงื่อนไข LTV (ปล่อยกู้กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์)
  • ค่าปรับปิดก่อนกำหนด (prepayment)
  • เงื่อนไขการทำ MRTA / ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

ในช่วงปี 2025 เป็นต้นไป การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV อาจทำให้บางเคสกู้ได้สูงขึ้น แต่ ไม่ได้แปลว่าควรกู้เต็มเสมอไป เพราะภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงราวเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงในระดับภูมิภาค

เช็กลิสต์:

  • ขอ pre-approve หรืออย่างน้อยใบเสนอสินเชื่อจาก 2–3 ธนาคาร
  • ทำตารางเปรียบเทียบดอกเบี้ย 3 ปีแรก และยอดผ่อนต่อเดือน
  • เลือกดีลที่ “เรายังมีเงินเหลือใช้/เหลือเก็บ” ไม่ใช่แค่ผ่อนให้ผ่าน

เช็กลิสต์ข้อที่ 10 – วางแผนชีวิตหลังโอนให้เรียบร้อยก่อนวางเงินจอง

บ้านหรือคอนโดไม่ได้มีแค่ “ค่างวด” แต่ยังมี:

  • ค่าส่วนกลางรายเดือน/รายปี
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าเดินทางที่เปลี่ยนไป (ใกล้/ไกลที่ทำงานมากขึ้น)
  • ค่าใช้จ่ายครอบครัว (ลูก, ผู้สูงอายุ, สัตว์เลี้ยง)

ลองทำ “งบประมาณรายเดือนหลังโอน” แบบจำลองว่า:

  1. รายได้รวมครอบครัวต่อเดือน = ?
  2. หนี้ทั้งหมดรวมค่างวดบ้านใหม่ = ?
  3. ค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ = ?
  4. ยังเหลือเงินเก็บต่อเดือนเท่าไร?

เช็กลิสต์:

  • ทดลองจัดงบรายเดือนหลังโอนแบบ realistic
  • ยังเหลือเงินเก็บทุกเดือนอย่างน้อย 10–20% ของรายได้
  • เผื่อเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับ 6–12 เดือนของค่างวดบ้าน

สรุป: อ่านเช็กลิสต์ให้จบก่อน วางเงินจองทีหลัง

ก่อนจะยื่นเงินจองให้เซลส์ ลองถามตัวเองว่าได้ทำครบ 10 ข้อนี้หรือยัง:

  1. รู้เป้าหมายการซื้อชัดเจน
  2. ประเมินงบรวม ไม่ใช่ดูแค่ราคาหน้าป้าย
  3. คำนวณ DTI และหนี้รวมต่อเดือนแล้ว
  4. เช็กเครดิตบูโรเรียบร้อย
  5. ไปสำรวจทำเลจริง ทั้งไป–กลับที่ทำงาน
  6. เลือกประเภททรัพย์ให้ตรงกับช่วงชีวิต
  7. ตรวจประวัติผู้พัฒนาและโครงการ
  8. อ่านและเข้าใจเงื่อนไขเงินจองและสัญญา
  9. เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากหลายธนาคาร
  10. ทดลองวางแผนงบรายเดือนหลังโอนอย่างละเอียด

ถ้าคุณทำครบทั้ง 10 ข้อนี้ การวางเงินจองจะไม่ใช่การ “ลองเสี่ยง” แต่เป็นการ “ตัดสินใจที่ผ่านการคิดมาดีแล้ว” และช่วยลดโอกาสเจอปัญหาหนักๆ ในอนาคต


FAQ – คำถามที่มือใหม่ซื้อบ้าน–คอนโดมักเจอ

Q1: วางเงินจองบ้าน/คอนโดเท่าไหร่ดี?
โดยมากโปรเจกต์จะกำหนดเงินจองตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน ขึ้นกับราคาทรัพย์และนโยบายโครงการ แนะนำให้ จองในจำนวนที่ถ้ากรณีแย่สุดโดนยึด คุณยังไม่เดือดร้อนเกินไป และต้องอ่านเงื่อนไขยกเลิก/กู้ไม่ผ่านให้ชัด

Q2: ถ้ากู้ไม่ผ่าน จะได้เงินจองคืนไหม?
ขึ้นกับเงื่อนไขในใบจอง/สัญญา บางโครงการคืนเต็ม บางโครงการคืนบางส่วน บางกรณีไม่คืนเลย ถ้าเงื่อนไขเขียนไม่ชัด ควรถามและให้เขียนกำกับลงบนใบจองให้เรียบร้อยก่อนจ่ายเงิน

Q3: ช่วงนี้กู้ได้ 100% จริงไหม?
มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2025–2026 ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เปิดทางให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันในบางกรณี เพื่อช่วยภาคอสังหาฯ ที่ชะลอตัว
แต่การอนุมัติจริงยังขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โปรไฟล์รายได้ หนี้เดิม และเครดิตของผู้กู้เอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

กู้บ้าน–คอนโดยังไงให้ผ่านง่าย: เตรียมตัว จัดเอกสาร และเช็กเครดิตแบบ Step-by-Step

ในยุคที่ หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์จึงระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยกู้ โดยข้อมูลปลายปี 2024 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ราว 88–89% ของ GDP หรือกว่า

บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด? เลือกแบบไหนให้ตรงกับชีวิตและงบประมาณ

คำถามยอดฮิตของคนกำลังจะซื้อที่อยู่อาศัยคือ“จะซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดดี?” ทุกแบบมีข้อดี–ข้อเสียต่างกัน แต่ปัญหาคือ…คนส่วนใหญ่มักเลือกจาก “ความรู้สึกชอบ” หรือ “เห็นโปรดี ของแถมเยอะ” มากกว่าเลือกจาก “ชีวิตจริงและภาระระยะยาว” บทความนี้จะช่วยให้คุณมองภาพชัดขึ้นว่า แบบไหนเหมาะกับคุณ โดยใช้ 3