การลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง

พอเพียง

พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พสกนิกรชาวไทยคุ้นเคยกันดีนั่นคือคำว่า พอเพียง ปรัชญานี้ไม่เพียงแต่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังสามารถถูกนำไปใช้ในตลาดเงินทุนได้เช่นกัน โดยคำว่า ตลาดเงินทุน ประกอบไปด้วยสององค์ประกอบใหญ่และเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั่นคือ บริษัท (เอกชนและมหาชน) และ นักลงทุน (รายใหญ่และย่อย) ทั้งสองสิ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกันคือการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน แต่การลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า พอเพียง นั้นมีลักษณะใด รวมถึงหากนำไปปรับใช้แล้วจะก่อให้เกิดผลดีอะไรบ้าง

การลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง

ด้านธุรกิจ

ไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจอะไร หรือต้องการจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด หากขาดความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนคงไม่ส่งผลดีนัก บริษัทเองเมื่อตัดสินใจจะทำธุรกิจแล้วจะต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยง คิดเสียก่อนว่าการกระทำของบริษัทจะส่งผลอะไรบ้างและใครจะได้รับผลกระทบบ้าง หากช่างน้ำหนักดูแล้ว ผลเสียมากกว่าผลดี ควรตัดการกระทำนั้นเสีย เพราะนั่นหมายความว่าถึงแม้จะสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากในระยะสั้น แต่ถ้าผลเสียนั้นตกกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจ เมื่อระบบพังจะย้อนกลับมาเล่นงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนบริษัทจะได้รับผลกระทบ สูญเสียรายได้ เกิดการปลดพนักงานขึ้น หรือขั้นร้ายแรงอาจจะต้องปิดกิจการ ซึ่งห่วงโซ่นี้จะไม่เกิดขึ้นหากเราคิดถึงผลระยะยาวที่จะตามมา

กำไรที่โตอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่เริ่มจากการลงทุนของบริษัทที่ไม่ตั้งอยู่บนเหตุและผล หรือการลงทุนของบริษัทที่เน้นการตอบรับความนิยมชั่วคราว (Momentums) มากกว่าการเน้นไปที่พื้นฐานความต้องการจริง (Fundamentals) โดยการลงทุนในแบบแรกนั้นหากเกิดความเสื่อมของความนิยม การลงทุนอาจจะกลายเป็นผลร้ายแก่บริษัทที่ขาดการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี (Risk Management) รวมถึงขาดการมองไปที่ความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างธุรกิจจริงที่มีให้เห็นและกลายเป็นปัญหาที่ลุกลามไปทั่วโลกคือ ธุรกิจน้ำมัน โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง (มาก) ที่ประมาณ 120 เหรียญ/บาเรล เมื่อประมาณ 4 – 5 ปีก่อน สร้างความสนใจแก่บริษัทใหญ่ต่างๆให้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจน้ำมันมากขึ้นเพื่อขอส่วนแบ่งกำไรอันงดงาม ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทน้ำมันที่เป็นเจ้ายักษ์ใหญ่อยู่แล้วได้เพิ่มกำลังการผลิต ขยายงบประมาณการค้นหาแหล่งขุดเจาะใหม่เพิ่มเติม สาเหตุที่ทำให้บริษัทต่างๆคิดเช่นนี้อาจจะเป็นไปได้ว่า โลกและประชากรต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทุกวันเนื่องจากประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้รถยนต์ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นเราควรจะสร้างกำลังผลิตนำมันให้มากเพื่อกอบโกยกำไรมหาศาลในปัจจุบันรวมถึงเข้าดักดีมานด์ที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต

อะไรที่ขึ้นสูงมากไปย่อมร่วงหล่นเร็ว

บริษัทเหล่านี้อาจจะลืมคิดไปว่าหากโลกเปลี่ยนความต้องการใช้พลังงานน้ำมันไปเป็นพลังงานทางเลือกที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้น้อยที่สุดจะเป็นอย่างไร และแล้วความกังวลต่อสิ่งแวดล้อมก็กลายเป็นปัญหาระดับโลกขึ้นมาจริงๆ ก่อให้เกิดพลังงานขับเคลื่อนทางเลือกอาทิเช่น ไฟฟ้าและน้ำบริสุทธิ์ เมื่อดีมานด์ความต้องการน้ำมันของโลกน้อยลง ประกอบกับการตรวจสอบไปที่ระดับซัพพลายน้ำมัน (stockpile) กลับพบว่ายังคงมีอย่างมหาศาลเพราะต่างฝ่ายต่างอัดฉีดปริมาณน้ำมันจนล้นตลาด วิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐานบอกไว้เสมอว่าเมื่อซัพพลายมากกว่าดีมานด์จะทำให้ราคาสินค้าร่วงลง นำไปสู่ราคาน้ำมันที่ทิ้งดิ่งลงจนมาถึงปัจจุบัน (มากกว่า 50%) ส่งผลให้บริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมไปถึงกลุ่มธนาคารใหญ่ๆที่ขยายพอร์ตเข้าไปลงทุนในกิจการน้ำมันขาดทุนอย่างมหาศาล โดยในบางบริษัทนั้นถึงกับต้องกู้เงินเป็นลำดับชั้นนั่นคือ หากแบ่งหนี้ออกเป็น 3 ก้อน บริษัทกู้หนี้ก้อนที่ 3 เพื่อชำระหนี้ก้อนที่ 2 ซึ่งก้อนที่ 2 นี้กู้มาเพื่อชำระหนี้ต้นหรือก้อนที่หนึ่งนั่นเอง ในตลาดเงินทุนเราเรียกการประคับประคองหนี้ของบริษัทว่า Liquidating นั่นเอง แน่นอนเมื่อหนี้เพิ่มขึ้นบริษัทต้องหามาตรการเพื่อมาลดภาระทางด้านการเงินลง เป็นอะไปไม่ได้นอกเสียจาก การปลดพนักงานชุดใหญ่ กระทบไปยังครอบครัวของพนักงานเหล่านี้เช่นกัน ต้นตอไม่ใช่ใครที่ไหน เกิดจากความละโมภและขาดการคิดถึงผลลัพธ์ในระยะยาวในการดำเนินธุรกิจของบริษัท อะไรที่ขึ้นสูงมากและเร็วจนเกินไป ย่อมตกลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง กฎฟิสิกส์แรงโน้มถ่วงพื้นฐานที่ผู้ประกอบการอาจจะลืมกันไป

ด้านนักลงทุน

ทางฝั่งของนักลงทุนขอเน้นไปที่ นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนประเภทนี้ มนุษย์เงินเดือน อย่างเราสามารถเป็นได้เช่นกันผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆเช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ เชื่อว่าคนทำงานอย่างเราอยากจะพบกับชีวิตที่ดีขึ้นผ่านจำนวนเงินที่มากขึ้น ซึ่งเงินที่มากขึ้นนั้นจะโตได้ย่อมต้องผ่านการลงทุน

อย่างไรก็ตามเมื่อนำเงินเก็บหรือเงินก้อนเข้าไปลงทุนนั้น ไม่ได้หมายความเสมอว่าจะสามารถทำกำไรได้เสมอไป เมื่ออยู่ในสภาวะการลงทุนที่ติดลบหนักขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเลือกที่จะโบ้ยความผิดอย่างไร้เหตุผลไปที่ตัวสินทรัพย์ที่ตัวเองเลือกซื้อหรือหุ้นของบริษัทต่างๆที่ได้เข้าไปทำการซื้อไว้ โดยปราศจากการมองย้อนดูตัวเองว่า เราศึกษาในสิ่งที่เรากำลังลงทุนดีแล้วหรือไม่ ทุกการลงทุนย่อมถึงจุดขายเพื่อทำกำไร ไม่มีอะไรที่จะขึ้นสูงได้ทุกวันโดยไม่มีวันร่วงหล่นลงมา รวมถึงหากเป็นการลงทุนระยะยาวในตัวหุ้น เราควรศึกษาสภาพการณ์ แนวทาง หรือแม้แต่ผลประกอบการของบริษัทให้ดี ที่ต้องเตือนกันในลักษณะนี้เพราะว่าการเป็นนักลงทุนที่ดีจะต้องแยกให้ออกระหว่างคำสองคำที่มีเส้นแบ่งอยู่คือ การลงทุน และ การพนัน

ความรู้ความเข้าใจนำพาสู่ความยั่งยืน

ความรอบคอบและการเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่เราจะลงทุนสามารถสร้างความยั่งยืนได้ในอนาคต เมื่อเราศึกษาให้ดีจะพบว่าเวลาไหนควรจะทำการขายหรือเลือกเก็บ หรือแม้แต่เลือกที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์ประเภทนั้นเพิ่ม การกระทำในลักษณะนี้จะสามารถคงสภาวะการลงทุนของเราให้อยู่ในดินแดนสีเขียวหรือมีกำไรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ในขณะเดียวกันยังมีอีกหลายๆรายเลือกที่จะมักง่ายในข้อมูลที่รับฟังมาจากคนอื่นโดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองและถามหาเหตุผล หลังจากนั้นปาเงินก้อนเข้าไปลงทุนอย่างขาดความระมัดระวัง ทางผู้เขียนเองเคยได้ฟังรายการวิทยุที่กลุ่มชาวนาโทรเข้ามาร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่า มีคนบอกให้พวกเขานำเงินเข้าไปลงทุนในตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ซึ่งการลงทุนประเภทนี้เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างซับซ้อนและเสี่ยงสูง โดยนักพูดของเราที่เข้าไปหลอกชาวบ้านพูดจาดีและนำเสนอตัวเลขสวยๆที่ไม่เป็นที่เข้าใจนักในกลุ่มคนเหล่านี้ สุดท้ายเรี่ยไรเงินได้เป็นจำนวนมากแล้วหนีหายไปในที่สุด สร้างความเจ็บปวดใจให้กับกลุ่มชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างมาก

มีกราฟที่เข้าใจง่ายอันหนึ่งที่ขอทำมาเพื่อนำเสนอในการแสดงให้เห็นว่า หากความรู้ความเข้าใจในการลงทุนของเราเพิ่มขึ้น (เส้นแนวนอน) จะนำไปสู่ความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นในการลงทุน (เส้นแนวตั้ง)

graph-300x282

บทสรุป

การลงทุนทั้งในแง่ของบริษัทและนักลงทุนจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง ทั้งในด้านของความคิดและการกระทำ หากเป็นบริษัทควรตั้งจุดกำไรแบบ พอเพียง โดยเป็นจุดที่สามารถเลี้ยงพนักงานทุกคนได้ ตัวเลขกำไรพอประมาณสอดคล้องกับสภาพตลาดที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงเพียงพอที่จะสามารถนำไปต่อยอดของบริษัทผ่านการลงทุนทางด้านงานค้นคว้าวิจัย (Research & Development) ไม่ต้องมาก แต่ต้องยั่งยืน ทางฝั่งของนักลงทุนก็ควรตั้งจุดทำกำไรไว้เช่นเดียวกัน จุดที่ควรขาย จุดที่ควรเลือกถือต่อ จุดที่ควรซื้อเก็บสะสม ทั้งสามจุดควรเกิดขึ้นอยู่บนเหตุและผลผ่านความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตนเลือกลงทุน อะไรมีขึ้น ย่อมมีลง หลายคนอาจลืมไปเสียสนิทว่า ความพอเพียง ไม่โลภจนเกินไป คือรากฐานที่สำคัญในการทำธุรกิจและการลงทุนแบบยั่งยืน สุดท้ายนี้ขอทิ้งผู้อ่านไว้ด้วยหนึ่งในพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่งานเขียนนี้หยิบนำมาถ่ายทอด

“เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒

Ref: Propertytoday
info: ddproperty

Alex Camera เด็กหนุ่ม Gen Y มีทั้งสไตล์ และความอาร์ทอยู่ในตัว ชอบคิดต่าง รักอิสระ ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว สนใจเรื่องการลงทุนทุกประเภท ที่สำคัญชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ และชอบแชร์เรื่องราวที่ได้พบ ผ่านมุมมองใหม่ๆ ด้วยคอนเซ็ปต์ ” Simple As Shooting ” ง่าย เหมือนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ.

Leave a Reply

ปิดโหมดสีเทา