สรุปข่าวอสังหาฯ ประจำสัปดาห์ 22 สิงหาคม – 28 สิงหาคม 2559 โดยยามเฝ้าเว็บ

w4aug2016

ประเด็นข่าวอสังหา จับข่าวประเด็นร้อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา w4aug2016

ย้อนรอย ปิดตำนานแฟลตดินแดง สู่…เมืองชุมชนยั่งยืน

ในที่สุด รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความห่วงใยในคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ได้อนุมัติงบ 3.57 หมื่นล้านบาท ให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ภายใต้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการพลิกโฉมแฟลตดินแดง จากชุมชนเสื่อมโทรมกลายเป็นอาคารสูงทันสมัย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อผู้อยู่อาศัยในชุมชน ตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองดินแดง

มหากาพย์”คนดินแดง”

ภาครัฐมีความพยายามหลายครั้งที่จะพัฒนาแฟลตดินแดง ให้เป็นเมืองที่ทันสมัย สอดคล้องกับความเจริญด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีในย่านนั้น ดังเช่นพื้นที่ย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจากดินแดง วันนี้กลายเป็นศูนย์ธุรกิจใหม่อีกแห่งหนึ่งของ กทม. นับจากมีรถไฟฟ้า MRT ผ่านเส้นทางดังกล่าว และสำหรับย่านดินแดงในอนาคตอีกไม่นานก็จะมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันตก (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) หากว่าการเจรจาระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กับชุมชนประชาสงเคราะห์ (ดินแดง-ห้วยขวาง) สามารถหาจุดที่ลงตัวได้

หากย้อนอดีตแผนการพัฒนาแฟลตดินแดง เริ่มขึ้นราวปี 2540 ครั้งนั้น กคช. วางแผนว่าจะพัฒนาพื้นที่ 3 โซน 32 อาคาร โดยเริ่มทุบอาคาร 9-20 ก่อนหรือ โซนซี และพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยสูง 20-30 ชั้น ในส่วนของพื้นที่โซนเอและโซนบี จะนำพื้นที่โซนบี (อาคาร 1-8) มาสร้างเป็นศูนย์การค้า ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหารชั้นใต้ดิน และอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้นให้เช่า ส่วนโซนเอ (แฟลต 21-32) จะสร้างคอนโดมิเนียมไว้ขายให้แก่คนที่มีฐานะในราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ฟิตเนส ลานจอดรถ รวมมูลค่าทั้ง 3 โซน กคช.จะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะดำเนินการทุบแฟลตและสร้างอาคารใหม่ไปด้วย แต่ปปรากฎว่าประชาชนชาวแฟลตไม่เห็นด้วย ทำการคัดค้านจนกระทั่ง การเคหะฯต้องปรับแผนการพัฒนาใหม่ทั้งหมดอีกครั้งโดยไม่มุ่งเน้นการลงทุนเชิงพาณิชย์แต่จะเน้นเชิงสังคมเท่านั้น

มาในปี 2555 ยุคที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ไล่บี้ กคช.ให้ทำแผนพัฒนาแฟลตดินแดงใหม่ โดยยึดโซนการพัฒนาเดิมที่เคยกำหนดเมื่อ 4-5 ปีก่อน แต่จะมีการปรับรูปแบบใหม่ โดยเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าเชิงพาณิชย์ แต่ยังติดขัดเรื่องแหล่งเงิน อีกทั้งเจอกระแสคัดค้านจากคนในชุมชนอีก ทำให้แผนพัฒนาค้างเติ่ง ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่กล้าปัดฝุ่น เพราะกลัวเสียฐานเสียงมวลชน

รัฐบาล คสช.เดินหน้าลุย

เมื่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหาร ก็มีนโยบายอยากจะให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเองมากขึ้น ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. รีบขานรับทันควัน ด้วยการให้ กคช.เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนชาวแฟลตดินแดง โดยการเคหะฯได้ปรับปรุงจนได้แผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง หน้าตาโครงการคล้ายกับโครงการของเอกชน ที่ประกอบด้วยอาคารสูงรูปทรงทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ

ซึ่งตามแผนที่วางไว้ เริ่มจากก่อสร้างอาคารแรกได้ภายในปี 2558 ซึ่งมีความสูง 25 ชั้น มีห้องพักจำนวน 334 หน่วย บนขนาดเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โซน G ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเคหะชุมชนดินแดง เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยในอาคารแปลง 18-20 และ 21-22 รวม 5 อาคาร หลังจากนั้นจะทยอยพัฒนาอาคารอื่นๆต่อไป โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ ภายในระยะเวลา 8 ปี ที่จะพัฒนาให้เสร็จทั้งโครงการ รวม 2 หมื่นหน่วย

ส่วนค่าเช่าใหม่นั้น คณะทำงานได้ข้อสรุปว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ์อยู่อาศัยเดิมตั้งแต่ปี 2506 ที่มีอัตราค่าเช่าเดิมอยู่ที่ 300 บาทต่อหน่วยต่อเดือน ปรับเป็น 1 พันบาทต่อหน่วยต่อเดือน และอัตราค่าเช่าเดิมที่ 600 บาทต่อหน่วยต่อเดือน ปรับเป็น 1.5 พันบาทต่อหน่วยต่อเดือน ในขนาดพื้นที่ใช้สอยเดียวกันทั้งโครงการคือ 33 ตร.ม.ตลอดระยะสัญญาการเช่า 30 ปี

หลังจาก พล.ต.อ.อดุลย์ และการเคหะฯ ลงพื้นที่พบปะและทำความเข้าใจกับประชาชนชาวแฟลตดินแดง ในที่สุดก็ออกข่าวว่าสามารถร่วมมือกันได้ จนนำไปสู่การชงแผนฟื้นฟูเมืองดินแดง ให้ ครม.อนุมัติ

“จากผลสำรวจถือว่าเป็นผลสำรวจที่ผู้พักอาศัยเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ แม้จะยังไม่ครบทุกหน่วย แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี แสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่ต้องการของพี่น้องประชาชนชาวชุมชนดินแดง คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประมาณกลางเดือนเมษายนนี้ และสามารถดำเนินการก่อสร้างในเดือนตุลาคม คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน งบการก่อสร้างจะมาจากกคช.ประมาณ 600 ล้านบาท มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งทั้งโครงการจะมีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เงินลงทุนจะมีทั้งกู้ในประเทศและส่วนของกคช.ซึ่งคลังค้ำประกันทั้งหมด” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

ถึงวันนี้แผนฟื้นฟูเมืองดินแดงจะเริ่มเดินเครื่อง แต่ชาวแฟลตบางส่วนก็เตรียมทำเรื่องคัดค้านถึงนายกฯพลเอกประยุทธ์ในเร็วๆนี้ ไม่รู้จะเป็นหนังเรื่องยาวอีกครั้ง รึไม่

รถไฟสายสีน้ำเงินป่วน ผู้รับเหมาขอขยายเวลา งบบานปลายพันกว่าล้าน

หลัง “รัฐบาล คสช.” ใช้ ม.44 ยุติปัญหาการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย “บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค” ระยะทาง 27 กม. เพื่อสางปมรถไฟฟ้าฟันหลอ 1 สถานี “เตาปูน-บางซื่อ” ให้เปิดบริการโดยเร็ว

แต่ดูเหมือนวิบากกรรมของสายสีน้ำเงินยังไม่ทุเลา เพราะถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ ถึง “ม.44” จะเปิดทางให้เจรจารายเดิม “BEM-บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ” และปลดล็อกขั้นตอนต่าง ๆ จบใน 105 วันแต่เรื่องยังตกค้างอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ยังไม่รู้จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะฝ่าด่านมาได้

จาก “ปมเดินรถ” ที่ทำให้โครงการล่าช้า ล่าสุดสายสีน้ำเงินกำลังมีปมใหม่ อาจจะเป็นโดมิโนกระทบต่อแผนการเปิดบริการขยับออกไปจากเป้าที่ตั้งไว้กลางปี 2562 เมื่อผู้รับเหมาทั้ง 5 สัญญาตบเท้าขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก ผนวกกับการก่อสร้างบางจุดมีพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการอุโมงค์ทางลอดของ “กทม.-กรุงเทพมหานคร” อาจจะฉุดให้การก่อสร้างดีเลย์ออกไปอีก

แผนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

ขณะนี้ผู้รับเหมาทั้ง 5 สัญญาได้รับการอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีกประมาณ 2-3 ปี พร้อมกับขอค่าชดเชยเพิ่มกว่า 1,000 ล้านบาท ตามที่ยื่นเสนอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจาก รฟม.ส่งมอบพื้นที่ให้ไม่ทันตามกำหนด แยกเป็น

สัญญา 1 งานอุโมงค์ใต้ดิน (หัวลำโพง-สนามไชย) ของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ขอขยายเวลาออกไป 270 วัน จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 5 มิ.ย. 2559 เป็นวันที่ 2 มี.ค. 2560 ขอค่าชดเชย 300 ล้านบาท

สัญญา 2 งานอุโมงค์ใต้ดิน (สนามไชย-ท่าพระ) ของ บมจ.ช.การช่าง ขอขยายเวลา 3 เดือน เดิมสิ้นสุดวันที่ 5 มิ.ย. 2559 เป็นวันที่ 3 ก.ย. 2559 แต่ไม่ขอค่าชดเชย

สัญญา 3 ทางวิ่งยกระดับ (เตาปูน-ท่าพระ) ของกลุ่ม บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ขอขยายเวลา 810 วัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 29 ก.ย. 2558 เป็นวันที่ 11 ก.ย. 2562 ขอค่าชดเชย 690 ล้านบาท

สัญญา 4 ทางวิ่งยกระดับ (ท่าพระ-หลักสอง) ของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น ขอขยายเวลา 480 วัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 29 ก.ย. 2558 เป็นวันที่ 18 ก.ย. 2560 ขอค่าชดเชย 390 ล้านบาท

สัญญา 5 งานวางรางทั้งโครงการของ บมจ.ช.การช่าง ขอขยายเวลาไป 3 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 5 มิ.ย. 2559 เป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ขอค่าชดเชย 500 ล้านบาท เพราะต้องรอการก่อสร้างทั้ง 4 สัญญาเสร็จถึงจะเริ่มวางราง

“งานโยธาฯจะเสร็จอีก 3 ปี หรือปี′62 ที่ผ่านมาการก่อสร้างมีบางจุดส่งมอบพื้นที่ช้า ตั้งแต่ปี′54 และสะสมมาถึงปัจจุบัน มีปัญหามากที่สุดงานสัญญาที่ 3 และ 4 ของยูนิคและซิโน-ไทยฯ บริเวณแยกท่าพระและแยกไฟฉาย ที่ทับซ้อนกับงานก่อสร้างของ กทม.” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ในเบื้องต้นประเมินว่างานก่อสร้างจะเสร็จพอดีกับงานติดตั้งรางและการเดินรถ คือกลางปี 2562 แต่การเปิดใช้อาจจะไม่จอดที่สถานีสามแยกไฟฉาย

เนื่องจากปัจจุบันงานก่อสร้างยังติดปัญหาที่ต้องสร้างร่วมกับอุโมงค์ทางลอดของกทม.ซึ่งอาจจะทำให้การก่อสร้างล่าช้าจากแผนไปพอสมควร

อย่างไรก็ตามคาดว่าการเปิดใช้บริการแบบเต็มรูปแบบและจอดทุกสถานีอย่างเร็วปลายปี2562อย่างช้าก็ในปี2563

ด้านนายประสงค์ สุวิวัฒน์ธนชัย กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือร่วมกับ รฟม.จะสามารถเร่งงานเร็วขึ้นอีกจากเดิมปี 2562 เป็นปลาย 2560 ได้หรือไม่ เพื่อให้ทันการเดินรถจะเริ่มทยอยเปิดบริการช่วงเตาปูน-ท่าพระ ในปี 2561

“เรายังไม่รับปาก เพราะพื้นที่เราทับซ้อนกับอุโมงค์ทางลอดของ กทม.ที่แยกบางพลัด แยกไฟฉาย และมีปัญหาเยอะมาก ต้องปรับแบบให้ตอม่อรถไฟฟ้าลงได้ เพราะถนนค่อนข้างแคบ รวมถึงการรื้อย้ายไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ต้องหาพื้นที่รองรับ เพราะการย้ายจะต้องกระทบต่อผิวจราจรอีก”

REIC ชี้ 7 เดือนแรกเปิดตัววูบ ดีเวลอปเปอร์ยั้งมือ-ซัพพลายใหม่ไร้กังวล

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์” ในฐานะที่เป็นหน่วยงานจัดทำ สำรวจ และรายงานความเคลื่อนไหวโครงการที่อยู่อาศัยในทุกด้าน ทำให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

REIC ชี้ 7 เดือนแรก 2559

ครึ่งปีแรก 59 ช่วงปรับฐาน

ล่าสุด REIC จัดทำรายงานผลสำรวจที่อยู่อาศัย 7 เดือนแรกของปี 2559 พบแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านจัดสรร (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์) มีหน่วยเปิดขายใหม่ 119 โครงการ 20,000 หน่วย ลดลง -12% จากปีก่อนเปิดขายใหม่ 156 โครงการ 22,760 หน่วย, คอนโดมิเนียม เปิดขายใหม่ 72 โครงการ 28,160 หน่วย ลดลง -23% จากปีก่อน่เปิดขายใหม่ 87 โครงการ 36,780 หน่วย

“สัมมา คีตสิน” ผู้อำนวยการ REIC ระบุว่า แนวโน้มตัวเลขหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งปี คาดว่าคอนโดฯ ไม่น่าเกินปีที่แล้วหรือไม่เกิน 6 หมื่นหน่วย บ้านจัดสรรไม่เกิน 4.4 หมื่นหน่วย รวมกันน่าจะมีประมาณ 1 แสนหน่วย ลดลงเล็กน้อย

“ในมุมนักเศรษฐศาสตร์ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเมื่อระบายสต๊อกออกไปแล้วก็เริ่มเปิดโครงการใหม่ โดย เม.ย. 59 เป็นเดือนแห่งการระบายสต๊อกเพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ จึงมีการเปิดตัวใหม่น้อยลง มาชุกชุมอีกครั้งในเดือน พ.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา”

แนวโน้มที่ประเมินยังรวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหุ้น แม้ไม่ได้ยุติโครงการแต่จะได้เห็นการเลื่อนหรือชะลอเปิดตัวโครงการล่าช้า 2-3 เดือน แทนที่จะเปิดตัวปลายปีนี้ กลายเป็นต้นปี 2560 แทน

สินเชื่อนิวไฮ 5.8 แสนล้าน

ข้อมูลด้านสินเชื่อ ไตรมาส 2/59 ทั้งระบบปล่อยสินเชื่อรวมกัน 2.9 แสนล้านบาท โดยเดือน มี.ค.-เม.ย. ธอส.ปล่อยสินเชื่อมากกว่าปกติ เพราะมียอดขอกู้เข้ามาคับคั่งก่อนจะหมดอายุวันที่ 30 เม.ย. 59 เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ลดค่าโอนและจดจำนองจากล้านละ 3 หมื่นบาทเหลือล้านละ 300 บาท โดยอสังหาฯราคาไม่เกิน 20 ล้านบาทได้รับประโยชน์เต็ม ๆ

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสินเชื่อปี 2558 อยู่ที่ 5.78 แสนล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีแรกทำได้ 2.9 แสนล้านบาท ในขณะที่ตอนต้นปีคาดว่าสินเชื่อบ้านโต 5% จะโตตามจีดีพี คาดการณ์ว่าปีนี้การปล่อยสินเชื่อใหม่น่าจะได้ถึง 5.80-5.90 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่เติบโตสูงสุดตั้งแต่มีการเก็บตัวเลขมา

สำหรับสินเชื่อคงค้างทั้งระบบมี 3.2 ล้านล้านบาทสูงสุดเป็นครั้งแรกเมื่อไตรมาส 3/58

คอนโดฯ ใหม่โอนทะลัก

ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ ครึ่งปีแรก พบว่า 2 ใน 3 เป็นสินค้าใหม่ ขณะที่คอนโดฯ โอนถึง 90% ราคาเฉลี่ย 2 ล้านบาท, ทาวน์เฮาส์มือสองโอน 55% ราคา 2 ล้านบาทบวกลบ ไม่ถึง 3 ล้านบาท, บ้านเดี่ยวโอน 57% ราคา 3-5 ล้านบาท

ด้านหน่วยเหลือขาย บ้านจัดสรรมี 1,090 โครงการ 2.4 แสนหน่วย เหลือขาย 7.8 หมื่นหน่วย, คอนโดฯ 420 โครงการ 2.2 แสนหน่วย เหลือขาย 6 หมื่นหน่วย สรุปว่ามีซัพพลายเหลือขาย 1.34 แสนหน่วย

ในขณะที่รถไฟฟ้าสายใหม่ ทั้งที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและกำลังเปิดประมูล เป็นตัวช่วยหลักทำให้โครงการที่อยู่อาศัยคึกคัก ภายใน 5 ปีหน้า หรือในปี 2564 ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคต่างก็มีทางเลือกมากมาย เพราะการเกิดใหม่ของระบบรางที่เส้นทางครบลูป มีผลทำให้รถไฟฟ้าวิ่งบรรจบเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟชานเมืองสีแดง สีเทา สีทอง สีเขียวส่วนต่อขยาย สีชมพู สีเหลือง เป็นต้น

ท้องถิ่นคุมสุราษฎร์ฯอยู่หมัด

มีข้อมูลแถมผลสำรวจที่อยู่อาศัย จ.สุราษฎร์ธานี 2 ทำเลหลักใน อ.เมือง กับ 4 บนเกาะสมุย โดย “อ.เมือง” บ้านจัดสรรมี 5,000 หน่วย เหลือขาย 1,700 หน่วย จาก 60 โครงการ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นบริษัทท้องถิ่น มีส่วนกลางคือ บมจ.ศุภาลัย เป็นบ้านเดี่ยวแบรนด์ศุภาลัย การ์เด้น วิลล์ 300 หน่วย เหลือขาย 30-40 หน่วย โดยเปิดตัวเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

ตลาดคอนโดฯ เดิมเคยเปิดตัวปีละ 7-8 โครงการ แต่ดีมานด์ตามไม่ทันจึงมีการเปิดตัวลดลง ล่าสุดเหลือเปิดตัวใหม่ 4 โครงการ โดยมี บมจ.แสนสิริส่งดีคอนโด 349 หน่วย เหลือขาย 70 หน่วย, ซีพีแลนด์ส่งแบรนด์กัลปพฤกษ์ 280 หน่วย เหลือขาย 35 หน่วย และมีผู้ประกอบการท้องถิ่น อาทิ เดอะการ์เด้น คอนโด ฯลฯ รวม 1,150 หน่วย เหลือขาย 80 หน่วย

ตลาดคอนโดฯเมืองสุราษฎร์ซึม ห้องชุดค่ายแสนสิริเหลือขาย70%

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ในพื้นที่อำเภอเมืองมีโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด 60 โครงการ จำนวน 5,000 หน่วย โดยมีหน่วยเหลือขายเพียง 1,700 หน่วย ซึ่งโครงการที่พัฒนาส่วนใหญ่เป็นโครงการของผู้ประกอบการท้องถิ่น จะมีก็เพียงแค่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เท่านั้นที่เป็นบริษัทจากส่วนกลาง ซึ่งมีจำนวนหน่วยในผังสูงถึง 3,000 หน่วย แต่มีหน่วยเหลือขาย 30 หน่วย

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในเขตอำเภอเมืองยังไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากความต้องการในพื้นที่ยังคงให้ความสนใจกับโครงการแนวราบมากกว่า โดยดูได้จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ประกอบการวางแผนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 7-8 โครงการ แต่ปัจจุบันเหลือโครงการที่ดำเนินการพัฒนาต่อเพียง 4 โครงการ รวม 1,500 หน่วย มีหน่วยเหลือขาย 180 หน่วย โดย 2 โครงการพัฒนาโดยผู้ประกอบการท้องถิ่น

ส่วนที่เหลือ 2 โครงการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการ ดีคอนโด โคโค่ (dcondo coco) มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท บริเวณแยกท่ากูบ ตรงข้ามเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี คอนโดมิเนียมประเภท Low-rise ความสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร 349 หน่วย ราคาเริ่มต้นที่ 1.59 ล้านบาท ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขาย 70% และโครงการ กัลปพฤกษ์ แกรนด์ สุราษฎร์ธานี พัฒนาโดยบริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารรวม 277 หน่วย ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขาย 35 หน่วย

สำหรับในพื้นที่เกาะสมุย ถือเป็นตลาดบ้านพักตากอากาศ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่อพักผ่อนและลงทุนระยะยาว โดยมีคอนโดมิเนียมขนาด 8-71 หน่วยต่อโครงการรวม 14 โครงการ รวมหน่วยในผัง 470 หน่วย เหลือขาย 230 หน่วย และบ้านพักตากอากาศระดับราคามากกว่า 15 ล้านบาท จำนวน 50 โครงการ 760 หน่วย เฉลี่ยจำนวนหน่วยต่อโครงการ 60-70 หน่วย มีหน่วยเหลือขาย 460 หน่วย ขณะที่มีโครงการบ้านจัดสรรบนเกาะสมุย 15 โครงการ จำนวน 280 หน่วย เหลือขาย 180 หน่วย

“เหตุที่สินค้าบนเกาะสมุยมีสินค้าเหลือขายจำนวนมาก เพราะสินค้าส่วนใหญ่มีราคาสูงและเป็นสินค้าที่ผลิตตามคำสั่งสร้าง ในส่วนของพื้นที่อำเภอเมือง ยังคงเป็นตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นหลัก ไม่ใช่ตลาดคอนโดมิเนียม เพราะปัจจัยหนุนตลาดคอนโดฯอย่างราคาที่ดินหรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆยังไม่อยู่ในระดับที่จะสนับสนุนให้คนอยู่คอนโดมิเนียม” นายสัมมา กล่าว

Ref: Propertytoday
Info: DPR

ผู้ดูแลเว็บ หรือ บางคนเรียก ยามเฝ้าเว็บ...

Leave a Reply