สรุปข่าวอสังหาฯ ประจำสัปดาห์ 1 สิงหาคม – 7 สิงหาคม 2559 โดยยามเฝ้าเว็บ

w1aug2016

ประเด็นข่าวอสังหา จับข่าวประเด็นร้อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา w1aug2016

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายคืบหน้าแล้ว 80%

รฟม. แจงความคืบหน้าการก่อสร้างงานโยธารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ แล้ว 80% คาดการณ์เปิดระยะแรกได้ใน ก.พ.62

พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า การดำเนินงานก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในภาพรวม ณ สิ้นก.ค.59 มีความก้าวหน้าเท่ากับ 80.86%

ส่วนกำหนดการเปิดเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ วางแผนการเปิดเดินรถเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 เปิดเดินรถสายใต้ ช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ-หลักสอง ในเดือนก.พ. 62 และระยะที่ 2 เปิดเดินรถสายเหนือ ช่วงเตาปูน-ท่าพระ ซึ่งจะเป็นการเปิดให้บริการทั้งโครการ ตลอดเส้นทางทุกสถานีในเดือน ต.ค. 62

ทั้งนี้ การเจรจาเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายกับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) จะเสร็จสิ้นในปลายปีนี้ หลังจากนั้นจะลงนามสัญญาได้ โดยผู้รับสัมปทานมีเวลาสั่งซื้อรถไฟฟ้า 24-36 เดือน และจะเปิดบริการเดินรถทั้งสายในปี 62

โดยกรอบการเจรจาเรื่องค่าตั๋วโดยสารเป็นไปตามที่คณะกรรมการ ตามมาตรา 35 และคณะกรรมการ ตามมาตรา 43 แห่งพ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ร่วมเจรจากับ BEM ที่ต้องให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด และผู้รับสัมปทานก็ได้รับความเป็นธรรม เบื้องต้นส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินจะไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำจากที่สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ เสียค่าแรกเข้า 16 บาท/เที่ยว และเก็บตามระยะทาง สถานีละไม่เกิน 2 บาท แต่เส้นทางนี้เก็บสูงสุดที่ 42 บาท หรือคิดเป็น 12 สถานี จากทั้งหมดมี 18 สถานี ขณะที่เมื่อเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งเส้นจะมีจำนวนสถานีทั้งหมด 38 สถานี

“ตามแผนจะมีการเจรจาให้จบสิ้นภายในปีนี้หลังจากนั้นก็ลงนามกัน ประมาณปี 62 เดินรถได้ทั้งสาย โดยจะมีบางช่วงที่วิ่งได้ก่อน ขณะที่วันนี้คณะผู้บริหารของ รฟม.ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่สถานีสนามไชย เพื่อติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างงานโยธา งานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายในสถานี ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงสนามไชย-ท่าพระ (งานสัญญาที่ 2) งานออกแบบควบคุมการก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ

สำหรับสถานีสนามไชยที่ลงพื้นที่วันนี้ งานก่อสร้างทำได้เร็วกว่าแผนเกือบ 5% คาดว่าสิ้นปีนี้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยสถานีสนามไชยมีการออกแบบตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในที่โดดเด่นและสวยงาม โดยนายภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) เป็นผู้ออกแบบสถานีสนามไชย โดยออกแบบภายในให้มีลักษณะคล้ายท้องพระโรง สมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งซึ่งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง วัดโพธิ์ ทั้งนี้จะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมสถานีสนามไชยได้ในปลายปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีสถานีวัดมังกร สถานีวังบูรพา สถานีอิสรภาพ ที่จะมีการตกแต่งภายในสถานีอย่างสวยงามให้กลมกลืนกับสถาพแวดล้อมของสถานีโดยค่าตกแต่งภายในสถานีได้รวมไว้ในค่าก่อสร้างอยู่แล้ว

สำหรับงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย แบ่งเป็นสัญญาที่ 1 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย ซึ่ง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ได้ดำเนินงาน มีความก้าวหน้าเท่ากับ 87.60% สัญญาที่ 2 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ โดย บมจ.ช.การช่าง (CK) มีความก้าวหน้าเท่ากับ 97.74% สัญญาที่ 3 งานก่อสร้างเส้นทางยกระดับ ช่วงเตาปูน-ท่าพระ โดยกิจการร่วมค้าเอสเอช-ยูเอ็น ได้ดำเนินงาน มีความก้าวหน้าเท่ากับ 59.76% สัญญาที่ 4 งานก่อสร้างเส้นทางยกระดับ ช่วงท่าพระ-หลักสอง โดยบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เป็นผู้ดำเนินงาน มีความก้วหน้าเท่ากับ 81.18% สัญญาที่ 5 งานระบบราง ช่วงหัวลำโพง-บางแค โดยมี CK เป็นผู้ดำเนินงาน มีความก้าวหน้าเท่ากับ 76.66% โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างการติดตั้งรางบริเวณงานสัญญาที่ 4 และบริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง

คอนโดฯนนทบุรียอดขายเพิ่ม รับเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง

คอลลิเออร์สเผยภาพรวมคอนโดฯแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงพบหน่วยเหลือขายลดลง จากกว่า 2.8 หมื่นหน่วยที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 55 โดยกว่า 78% อยู่ในพื้นที่นนทบุรี ล่าสุด รฟม.ยืนยันพร้อมให้บริการเดินรถหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการช่วงบ่าย 6 ส.ค.เป็นต้นไป

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ณ เดือนกรกฎาคม 2559 ว่า มีหน่วยเหลือขายลดลง หลังจากที่ผู้ประกอบการชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่า 28,995 หน่วย ในช่วงตั้งแต่ปี 2555 – กรกฎาคม 2559 โดยกว่า 78% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาอยู่ในจังหวัดนนทบุรี อัตราการขายของคอนโดมิเนียมในพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงทั้งในเขตจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพฯอยู่ที่ประมาณ 69% (โดยกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 75% และนนทบุรีอยู่ที่ประมาณ 68%) เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้เล็กน้อย แม้จะเลยช่วงมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลไปแล้ว

อัตราการขายคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯอาจจะสูงกว่า แต่ก็เป็นเพราะว่าจำนวนหน่วยในพื้นที่อาจจะมีน้อยกว่าในจังหวัดนนทบุรีมากอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าพิจารณาจากจำนวนหน่วยที่ขายได้จะพบว่าคอนโดมิเนียมในเขตจังหวัดนนทบุรีได้รับความสนใจและขายได้มากกว่า แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในจังหวัดนนทบุรีจะอยู่ที่ประมาณ 7.4หมื่นบาทต่อตารางเมตรสูงกว่าราคาขายเฉลี่ยของโครงการในกรุงเทพฯที่มีราคาขายเฉลี่ยประมาณ 6.8หมื่นบาทต่อตารางเมตร

โดย ณ เดือนกรกฎาคม 2559 มีคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและจดทะเบียนแล้วประมาณ 46,300 หน่วย โครงการที่สร้างเสร็จแล้วส่วนใหญ่หรือประมาณ 60% ในจังหวัดนนทบุรีจะสร้างเสร็จในช่วงตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา คือตั้งแต่ที่การก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีความชัดเจน การที่เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ อาจจะมีผลทำให้ความสนใจของคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางนี้มีมากขึ้น แต่ช่วงเวลาที่เปิดให้บริการอาจจะอยู่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว คนไม่มั่นใจในเศรษฐกิจระยะยาว และจำนวนคอนโดมิเนียมที่เปิดขายก่อนหน้านี้ยังเหลือขายอยู่ในตลาด ทำให้ภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทาวรถไฟฟ้าสายสีม่วงอาจจะดูไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว แต่การที่ผู้ประกอบการเลือกจะชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ออกไป ทำให้คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จก่อนหน้านี้มีคนซื้อไปพอสมควรในช่วงได้รับการลดหย่อนจากมาตรการรัฐบาล หน่วยที่เหลือขายอยู่ในปัจจุบันคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการขายอีกไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือต้องรอจนกว่าเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบและเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อได้แบบ 100% ไปแล้ว

ด้านนายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการ(กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่าในวันที่ 6 สิงหาคมนั้นจะงดให้บริการเดินรถตั้งแต่ช่วงเช้าของวันดังกล่าวเพื่อเตรียมความพร้อมรับเสด็จพระราชดำเนินในช่วงบ่ายของวันดังกล่าวไปจนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้นจึงจะเปิดให้บริการเดินรถไปจนถึงเวลา 24.00 น.ส่วนในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 จะเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไปจนถึงเวลา 24.00 น.

Banner CWT-HallMark

อสังหาฯ มูลค่าที่ดินปรับ ชะลอแผนเลื่อนเปิดโครงการใหม่ปีหน้า

SENA เหยียบเบรค ปี 59 เลื่อนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ จากเดิม 9 โครงการ เหลือ 7 โครงการ มูลค่า 4.5 พันล้านบาทพร้อมระบุปรับรูปแบบการพัฒนาใหม่ หลังมูลค่าที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้นในปีหน้า เผยครึ่งปีหลังเตรียมเปิดแนวสูงทั้งหมด 5 โครงการ รวมมูลค่า 2.6 พันกว่าล้านบาท มั่นใจยอดขาย-ยอดโอนตามเป้า

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) กล่าวว่า ตามแผนการดำเนินงานบริษัทเดิม เปิดโครงการในปี 59 ทั้งหมด 9 โครงการ แต่จำเป็นต้องเลื่อนออกไปเปิด 2 โครงการใหม่ในปี 2560 แทน เนื่องจากหนึ่งใน 2 โครงการมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาโครงการใหม่ และที่สำคัญมูลค่าที่ดินของทั้ง 2 โครงการได้มีการปรับเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้บริษัทสามารถพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น และให้ผลตอบแทนที่ดีต่อบริษัทกลับมา

โดยทั้ง 2 โครงการที่ได้เลื่อนการเปิดออกไปเป็นปีหน้านั้น คือ โครงการทาวน์เฮาส์ในทำเลย่านรามอินทรา กม.9 บนที่ดิน 20 ไร่ มูลค่า 200 ล้านบาท โดยที่ดินย่านดังกล่าวมีทั้งหมด 100 กว่าไร่ จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบการพัฒนาใหม่เป็นคอนโดมิเนียม 5-6 ชั้นแทน ซึ่งมองว่าเป็นทำเลที่มีแนวโน้มมูลค่าที่ดินจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าด้วย และอีกหนึ่งโครงการบ้านเดี่ยวที่พัทยาเช่นกันที่มีการแนวโน้มของมูลค่าที่ดินปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า โดยทางบริษัทมองว่าทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จะสามารถพัฒนาให้มีมูลค่าสูงขึ้นและได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

พร้อมระบุว่า จากการเลือกนเปิดโครงการออกไป 2 โครงการดังกล่าว ทำให้ปีนี้มีโครงการใหม่ที่เปิดใหม่เหลือ 7 โครงการ มูลค่ารวม 4.5 พันล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดโครงการแนวราบใหม่ไปแล้ว 2 โครงการ มูลค่ารวม 2 พันล้านบาท ส่วน 5 โครงการที่เหลือ ที่จะเปิดในครึ่งปีหลังจะเป็นคอนโดมิเนียมทั้งหมด มูลค่ารวม 2.6พันล้านบาท โดยในเดือนก.ค.ได้เปิดขายคอนโดมิเนียมไปแล้ว 1 โครงการ คือ โครงการ The Kith Plus สุขุมวิท 113 เฟส 1 มูลค่า 550 ล้านบาท จำนวน 425 ยูนิต ซึ่งปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้แล้ว70%ของยูนิตทั้งหมด

ด้านผลประกอบการนั้น ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้ว 2.7 พันล้านบาท จากเป้าหมายทั้งที่ตั้งไว้ 4.5 พันล้านบาท คาดว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ ส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้ยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายที่ 3.5 พันล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่ 2.4 พันล้านบาท จะโอนในช่วงครึ่งหลังปีนี้ราว 1 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้กำไรสุทธิในปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ นอกเหนือจากการรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากการขายไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ฟาร์มกำลังการผลิตรวม 46.5 เมกะวัตต์ ได้เต็มปีในปีนี้ปีแรก โดยจะมีกำไรจากการขายไฟฟ้าเข้ามาเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 ล้านบาท/ปี ขณะที่บริษัทยังคงเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 100 เมกะวัตต์ในอีก 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ 46.5 เมกะวัตต์ โดยจะหันไปเน้นการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปแทน

ขณะที่งบซื้อที่ดินในปีนี้ที่ตั้งไว้ 1.2 พันล้านบาท บริษัทได้ใช้ไปแล้ว 700-800 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะนำงบซื้อที่ดินที่เหลือไปซื้อที่ดินแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะปัจจุบันราคาที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้การซื้อที่ดินแปลงใหญ่จะช่วยให้สามารถพัฒนาโครงการที่มีจำนวนยูนิตมากขึ้นและมีมูลค่าโครงการที่สูงขึ้นได้

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดนั้น ทางบริษัทได้เพิ่มงบปีนี้เป็น 5% ของยอดขาย จากปีก่อนอยู่ที่ 3% ของยอดขายทั้งนี้เพื่อใช้ในการสร้างแบรนด์ของSENAให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

โบรกเกอร์ทุนมาเลเซียขยายธุรกิจในไทย

“ไพรม” โบรกเกอร์สัญชาติมาเลเซีย ตีปีกรุกอสังหาฯในไทย วางเป้าพอร์ตรับงานบริหารขายปีนี้ 1,500 ล้านบาท พร้อมเติบโตต่อปี 7-10%

นายจัสติน ชิว ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพรม อินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรและขายบ้านมือสอง ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะรุกตลาดที่ปรึกษาด้านการขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในไทยมากขึ้น โดยจะตั้งสำนักงานและสาขา หลังจากเข้ามาให้บริการด้านการขายโครงการคอนโดมิกว่า 3ปี โดยช่วงที่ผ่านมาได้ดำเนินการขายโครงการให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 รายหลัก คือ บริษัทท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมเจอร์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) และโครงการ อัพ เอกมัย บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน)

บริษัทมองว่าตลาดสังหาฯ ไทยมีศักยภาพน่าลงทุนอันดับ 1 ในเอเชีย มีแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง ผู้พัฒนามีความเชี่ยวชาญผลิตโครงการคุณภาพ ลูกค้าระดับบนมีกำลังซื้อสูง และสนใจลงทุนในอสังหาฯในต่างประเทศ หรือครอบครัวที่ส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่ 5 ที่เข้ามาเปิดสาขา เพราะเชื่อมั่นว่าตลาดอสังหาฯไทย มีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี และเป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติทั้งกลุ่มซื้อเพื่อลงทุนและอยู่อาศัย และในระยะยาวและหากมีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายสิงคโปร์-คุนหมิง โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางจะทำให้ไทยเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกมาก”

ปัจจุบัน ไพรมมีสาขาในสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ดูไบ มีอสังหาฯที่บริหารการขายกับพันธมิตรทั่วโลก 62 ราย 13 1โครงการ มูลค่า 1.4แสนล้านบาท ทั้งนี้ ทางบริษัทตั้งเป้าปีนี้จะมีพอร์ตสินค้าอสังหาฯไทยเข้ามาใช้บริการบริหารการขาย 1,500 ล้านบาท และจะมีอัตราการขยายตัวของพอร์ตในอนาคตต่อปี7-10%โดยจะเน้นเจาะกลุ่มคอนโดในพื้นที่ธุรกิจ

สำหรับมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก แม้ว่าจะยังชะลอตัวแต่ชาวต่างชาติก็ยังทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวจีน และส่วนใหญ่ยังนิยมเข้ามาลงทุนในไทย และนิยมซื้อที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้าในระดับราคาตั้งแต่ 2-2.5 แสนบาทต่อตร.ม. แต่ถ้าหากเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ จะเน้นการซื้อที่อยู่อาศัยในย่านซีบีดีเท่านั้น และอีก 2 ปี มีแผนะขยายสาขาไปกัมพูชา ไต้หวัน และ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซุึ่งขณะนี้ชาวสิงคโปร์และมาเลเซีย เริ่มเข้าไปลงทุนซื้ออสังหาฯมากขึ้นแล้ว เนื่องจากตลาดใหญ่ และยังมีโอกาสลงทุนอีกมาก สำหรับในไทยนั้นในอนาคตบริษัทฯก็มีแผนที่จะขยายสาขาไปตลาดต่างจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา

Ref: Propertytoday
Info: DPR

ผู้ดูแลเว็บ หรือ บางคนเรียก ยามเฝ้าเว็บ...

Leave a Reply