สรุปข่าวอสังหาฯ ประจำสัปดาห์ 24 ตุลาคม – 30 ตุลาคม 2559 โดยยามเฝ้าเว็บ

w4oct2016

ประเด็นข่าวอสังหา จับข่าวประเด็นร้อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา W4OCT2016

 

อสังหาฯซึมทั้งระบบ ปี’59 โครงการใหม่เปิดขายไม่ถึงแสนหน่วย

REIC ประเมินโครงการเปิดใหม่ทั้งแนวราบ-สูงทั้งปี ลดลง 10 – 15% ประมาณการณ์ 9.4 หมื่นหน่วย เผยโปรเจกต์ค้างท่อเลื่อนเปิดตัวจากไตรมาส4 ถัดไปปี’60 มีถึง 4,000 หน่วย

นายสัมมา คีตสินผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี2559 ว่าตลาดอสังหาฯเปิดใหม่ปีนี้โดยรวมทั้งแนวราบและสูงรวมจะอยู่ที่ประมาณ9.4 หมื่นหน่วย หรือลดลงประมาณ10-15% ต่ำสุดในรอบ 7 ปี โดยเฉพาะอาคารชุดซึ่งคาดว่าทั้งปีจะเปิดตัวประมาณ 5.2-5.4 หมื่นหน่วย ลดลงประมาณ 13-14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากมีการเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส4ของปีนี้ออกไปประมาณ 4,000 หน่วย ส่วนโครงการจัดสรรเปิดตัวใหม่คงที่คาดว่าทั้งปีอยู่ที่ประมาณ4.2-4.4 หมื่นหน่วย

โดย 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค – ก.ย) พบว่าการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีจำนวน 313 โครงการ รวม 7.1 หมื่นหน่วย แบ่งเป็นบ้านจัดสรร จำนวน 215 โครงการ รวม 3.3 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่มีโครงการเปิดใหม่ 209 โครงการ รวม 3.2 หมื่นหน่วย ขณะที่คอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ 98 โครงการ รวม 3.7 หมื่นหน่วย ลดลง 17% เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 109 โครงการ รวม 4.49 หมื่นหน่วย คาดว่าปีนี้ทั้งปี จะเปิดโครงการใหม่รวม 5 – 5.2 หมื่นหน่วย นับว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ดีประมาณการณ์ว่า ด้วยปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอีกทั้งดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนภาคอสังหาฯยังมีต่อเนื่องเนื่องจากมีการเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปลายปีนี้ ขณะที่ซัพพลายที่อยู่ในตลาดมีจำนวนน้อย ประกอบกับดีมานด์ในตลาดยังมีอยู่ โดยเห็นได้จากตัวเลขของการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในส่วนของบ้านจัดสรรมีสัดส่วนถึง90% ขณะที่คอนโดมีสัดส่วนอยู่ที่55-60% ที่เหลือซื้อเพื่อลงทุนหรือเก็งกำไร

ดังนั้นคาดว่าในปี 2560 ตลาดคอนโดเปิดใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นหน่วย ส่วนบ้านจัดสรรอยู่ที่ประมาณ 4.2 หมื่นหน่วย เนื่องจากตลาดมีการปรับฐานมีความสมดุลทั้งดีมานด์และซัพพลายซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของบ้านใหม่อยู่ที่ 10-15% ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยปีนี้คงที่อยู่ที่ประมาณ 5.8 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ จากสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑลปี 2559 ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสำรวจโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย และนับเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย โดยในส่วนของโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ในระหว่างการขายมี 1,077 โครงการ จำนวน 203,000 หน่วย ในจำนวนนี้ก่อสร้างเสร็จ 65% อยู่ระหว่างก่อสร้าง17% ที่เหลือยังไม่เริ่มก่อสร้าง ทั้งนี้จากหน่วยในผังโครงการทั้งหมด พบว่า 46 %เป็นทาวน์เฮ้าส์ 37% เป็นบ้านเดี่ยว 11% เป็นบ้านแฝด ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า มีหน่วยเหลือขายในตลาดประมาณ 77,900 หน่วย มูลค่าประมาณ 340,150 ล้านบาท ทั้งนี้ระดับราคาบ้านในช่วงราคา 3.01-5 ล้านบาท ที่มีสัดส่วนมากสุดถึง 35 %

อย่างไรตามจากหน่วยในผังของโครงการทั้งหมด 1,077 โครงการ อยู่ในกรุงเทพฯมากที่สุด 429 โครงการ รวม 74,800 หน่วย เหลือขาย 21,050 หน่วย อยู่ในนนทบุรี 214 โครงการ รวม 40,600 หน่วย เหลือขาย 20,300 หน่วย อยู่ในปทุมธานี 164 โครงการ รวม 36,800 หน่วย เหลือขาย 12,600 หน่วย อยู่ในสมุทรปราการ 146 โครงการ รวม 32,300 หน่วย เหลือขาย 15,250 หน่วย อยู่ในสมุทรสาคร 61 โครงการ รวม 12,200 หน่วย เหลือขาย 5,800 หน่วย และอยู่ในนครปฐม 63 โครงการ รวม 6,300 หน่วย เหลือขาย 2,900 หน่วย ทั้งนี้พื้นที่มีหน่วยบ้านจัดสรรเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอบางใหญ่ และอำเภอลำลูกกา หน่วยบ้านเดี่ยวเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางพลี อำเภอลำลูกกา อำเภอบางกรวย และอำเภอธัญบุรี ส่วนทาวน์เฮ้าส์เหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางพลี อำเภออำเภอบางใหญ่ เมืองสมุทรสาคร และอำเภอสมุทรปราการ

ส่วนอาคารชุด มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายมี 442 โครงการ จำนวน 231,400 หน่วย มีหน่วยเหลือขายประมาณ 59,700 หน่วย มูลค่าประมาณ 181,100 ล้านบาททั้งนี้จากหน่วยโครงการทั้งหมดพบว่ามีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ39% อยู่ระหว่างการก่อสร้าง51% และยังไม่เริ่มก่อสร้าง10% โดยจากโครงการทั้งหมดแบ่งเป็นมีอาคารชุดขนาดความสูงไม่เกิน 8 ชั้น 2,476 อาคาร และขนาดความสูง 30 ชั้นขึ้นไป 624 อาคารโดยระดับราคาของหน่วยในผังพบว่าในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท มีสัดส่วนมากสุดถึง 42% อย่างไรก็ดีจากหน่วยในผังของโครงการทั้งหมด 442 โครงการ อยู่ในกรุงเทพฯมากที่สุด 323 โครงการ รวม 156,100 หน่วย เหลือขาย 30,300 หน่วย อยู่ในนนทบุรี 58 โครงการรวม37,300 หน่วย เหลือขาย 12,600 หน่วย อยู่ในปทุมธานี 16 โครงการ รวม 13,400 หน่วย เหลือขาย 6,500 หน่วย อยู่ในสมุทรปราการ 31 โครงการ รวม 19,900 หน่วย เหลือขาย 8,400 หน่วย อยู่ในสมุทรสาคร 3 โครงการ รวม 1,300 หน่วย เหลือขาย 700 หน่วย และอยู่ในนครปฐม 11 โครงการ รวม 3,400 หน่วย เหลือขาย 1,200 หน่วย สำหรับพื้นที่ที่มีหน่วยห้องชุดเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี เขตจตุจักร และเขตบางซื่อ

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการยังมีการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีจำนวนหน่วยในผังโครงการเพิ่มขึ้น ซึ่งหน่วยบ้านจัดสรรใหม่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทหาได้ยากแต่ห้องชุดใหม่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทยังหาซื้อได้ในพื้นที่ปทุมธานี ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอธัญบุรี”

 

31 ต.ค นี้ ออมสิน แจกกระปุก – LH Bank เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก

“ออมสิน” จัดทำเป็นพิเศษ “กระปุกออมสินเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครองราชย์ 70 ปี” มอบให้กับผู้ฝากเงิน หรือเปิดบัญชีเงินฝากด้วยตนเอง ตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป 1 บุคคลต่อ 1 กระปุกเท่านั้น ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ และทุกสาขาทั่วประเทศ (ของมีจำนวนจำกัด) เฉพาะวันที่ 31 ต.ค.2559 ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น. ฟาก LH Bank เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก จำกัดท่านละไม่เกิน 1 ชุด (ของมีจำนวนจำกัด)

เนื่องในวันที่ 31 ต.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันแห่งการประหยัดและการออมของโลก หรือ “World Thrift Day” เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญ และประโยชน์ของการออม

และสำหรับประเทศไทย กิจกรรมด้านการออมนั้น “ธนาคารออมสิน” เป็นผู้ดำเนินการมาเป็นเวลานานต่อเนื่องกว่า 70 ปี ในวันสถาปนาธนาคารออมสินคือ วันที่ 1 เม.ย. ของทุกปี เรียกว่า “วันออมสิน” ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันออมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2542 ทำให้ต่อมาการจัดกิจกรรมด้านการออม จึงจัดขึ้นในวันออมแห่งชาติ ในวันที่ 31 ต.ค. ของทุกปี ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ในปีนี้ธนาคารออมสินได้กำหนดจัดงานขึ้นในวันจันทร์ที่ 31 ต.ค.นี้ มีกิจกรรมมากมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการออม เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้คนไทยมีนิสัยรักการออม ตลอดจนตระหนักถึงประโยชน์ของการเก็บออมเงิน โดยได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงพระราชทานให้ธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2559 ว่า “การประหยัดอดออม เป็นรากฐานในการสร้างตัว สร้างฐานะของบุคคล ตลอดจนความเจริญมั่นคงของสังคมและชาติบ้านเมือง…….” และสิ่งสำคัญที่จะสื่อถึงการออมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ คือ “กระปุกออมสิน”

LH Bank เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก วันจันทร์นี้ (ของจำนวนจำกัด)

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Bank) ได้รับการจัดสรรธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จากธนาคารแห่งประเทศไทย ชนิดราคา 100 บาท จ่ายแลกพร้อมแผ่นบรรจุในราคา 200 บาท ให้แก่ลูกค้าและประชาชน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

bank-56-864x1024

ธนาคารกำหนดเปิดจ่ายแลกธนบัตรเฉพาะที่ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ในวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 8.30 -16.30 น. เป็นต้นไปหรือจนกว่าธนบัตรหมด และจำกัดการจ่ายแลกท่านละไม่เกิน 1 ชุด

MRT สายสีม่วง-สายสีน้ำเงิน บริการจอดรถฟรี! 6 แห่ง

รฟม. เปิดบริการจอดรถฟรี ที่อาคารจอดรถของรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงและสายสีน้ำเงินทั้ง 6 แห่ง ตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะสิ้นสุดงานพระราชพิธีพระบรมศพ

ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เปิดให้บริการจอดรถฟรี ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 05.00 – 01.00 น.* ที่อาคารจอดรถของรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงและสายสีน้ำเงินทั้ง 6 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางเข้าร่วมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะสิ้นสุดงานพระราชพิธีพระบรมศพ

ผู้ใช้บริการสามารถนำรถยนต์มาจอดแล้วโดยสารรถไฟฟ้า MRT และรถโดยสารสาธารณะต่อไปยังบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งมีหลายสถานีที่มีรถโดยสารฟรีของหน่วยงานต่างๆ ผ่าน เช่น สถานีตลาดบางใหญ่ กระทรวงสาธารณสุข กำแพงเพชร สวนจตุจักร เพชรบุรี (ARL มักกะสัน) และสถานีหัวลำโพง

หมายเหตุ: กรณีจอดเกินเวลาที่ให้บริการฟรีจะต้องชำระค่าปรับจอดรถค้างคืนตามอัตราที่ รฟม. กำหนด สำหรับอาคารจอดรถสายสีน้ำเงิน 300 บาท/วัน สำหรับอาคารจอดรถสายสีม่วง 400 บาท/วัน

car-park-mrt-pipeline

ปิดช่องEasy Passเวลา4ทุ่มวันที่31ต.ค.เซตระบบรอเชื่อมบัตรM-Pass เปิดใช้เที่ยงคืน

วันที่ 31 ต.ค. 2559 ผู้ที่ถือบัตร M-Pass ของกรมทางหลวง กับบัตร Easy Pass ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะสามารถนำบัตรที่ถือในมือของแต่ละระบบใช้บริการร่วมกันได้ทั้งระบบทางด่วน วงแหวนด้านใต้และมอเตอร์เวย์สาย 7 (กรุงเทพฯ-ชลบุรี) และ 9 (บางนา-บางปะอิน) หลังจากใช้เวลาผลักดันมาประมาณ 4 ปี

“ข้อดีจะทำให้ประชาชนที่ใช้ระบบทางด่วนและมอเตอร์เวย์ต่อไปสามารถมีบัตรใบเดียวแล้วใช้บริการได้ทุกระบบจากเดิมต้องถือบัตรคนละ2ใบและปัจจุบันทั้งบัตร M-Pass และบัตร Easy Pass ได้ยกเว้นค่ามัดจำบัตรไปแล้ว แต่สามารถนำค่าสมัครบัตร วงเงิน 1,000 บาทหักเป็นค่าผ่านทางได้เมื่อใช้บริการ”

นอกจากนี้กรมยังได้หารือร่วมกับ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือโทลล์เวย์ เพื่อให้บริษัทลงทุนติดตั้งเครื่องอ่านบัตรเพื่อรองรับบัตร M-Pass และบัตร Easy Pass เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรทั้ง 2 ระบบสามารถเข้าไปใช้บริการโทลล์เวย์ได้ด้วย จากปัจจุบันจะมีเฉพาะบัตรสมาร์ทเพิร์ส หรือบัตรสมาชิกเซเว่นการ์ดของ บจ.ไทยสมาร์ทคาร์ด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือบัตรอยู่ประมาณ 3 ล้านใบในตลาด

“ทางโทลล์เวย์ขอเวลาศึกษา เพราะมีข้อจำกัดที่ด่านเก็บเงินไม่ได้ออกแบบให้รองรับระบบและพื้นที่มีค่อนข้างจำกัด ทำให้การจะลดจำนวนช่องเก็บเงินสด เป็นระบบรองรับบัตรอัตโนมัตินั้นจะค่อนข้างยากและบัตรสมาร์ทเพิร์สที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นการถือบัตรแล้วยื่นมือไปแตะที่เครื่องเท่านั้นซึ่งเครื่องอ่านเป็นคนละระบบกับบัตรM-PassและบัตรEasy Pass แต่อนาคตจะต้องทำให้เชื่อมโยงกันให้ได้ทั้งระบบทางด่วน มอเตอร์เวย์และโทลล์เวย์เพื่อให้ประชาชนใช้บริการสะดวกมากยิ่งขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตร M-Pass ประมาณ 1.1 แสนใบ ส่วนบัตร Easy Pass ข้อมูลจาก กทพ.ถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา มีบัตรทั้งหมดที่จำหน่าย 1.2 ล้านใบ มีบัตรที่มีการใช้งานประมาณ 1.1 ล้านใบ (รวมแบบใช้นาน ๆ ครั้ง) หรือเฉลี่ย 790,000 ใบต่อเดือน

สำหรับการรวมระบบบัตร M-Pass และบัตร Easy Pass ภายใต้ระบบค่าผ่านทางอัตโนมัติหรือ ETC (Electronic Toll Collection System) มีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการศึกษาแนวทางในการจัดตั้งศูนย์จัดการรายได้กลาง ระบบทางอัตโนมัติ หรือ CTCH ซึ่งเดิมมีกำหนดจะเริ่มใช้ภายในเดือน พ.ค. 2559 แต่ติดขัดด้านข้อกฎหมายและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้ล่าช้า จนมาได้ข้อสรุปสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้ จะเริ่มใช้วันที่ 31 ต.ค.นี้

ขณะที่ระบบตั๋วร่วมบัตรแมงมุมนั้น คาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือน ก.พ. 2560 สำหรับรถไฟฟ้า 4 เส้นทาง ได้แก่ รถไฟฟ้าบีทีเอส ใต้ดิน แอร์พอร์ตลิงก์และสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) เป็นลำดับแรก ส่วนระบบทางด่วนมอเตอร์เวย์และรถเมล์จะเป็นระยะถัดไป เนื่องจากจะต้องมีการปรับปรุงระบบให้รองรับกับบัตรแมงมุมได้ด้วย

จะใช้ร่วมกับระบบตั๋วร่วม ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกแบบรายละเอียดแล้ว รอติดตั้ง ซึ่งระบบตั๋วร่วมจะใช้ได้กับทางด่วน มอเตอร์เวย์ และระบบขนส่งอื่น ๆ ทั้งเรือ รถไฟฟ้า รถเมล์ คาดว่าเริ่มใช้เดือน ก.พ. 2560 กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) รถไฟฟ้าบีทีเอส ทางด่วนและมอเตอร์เวย์ก่อน

Ref: Propertytoday
Info: Prachachat, ddproperty

ผู้ดูแลเว็บ หรือ บางคนเรียก ยามเฝ้าเว็บ...

Leave a Reply