สรุปข่าวอสังหาฯ ประจำสัปดาห์ 29 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559 โดยยามเฝ้าเว็บ

W1SEP2016

ประเด็นข่าวอสังหา จับข่าวประเด็นร้อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา W1SEP2016

นับถอยหลัง เปิดเต็มรูปแบบ “G TOWER” ย่านพระราม 9 ภายในสิ้นปีนี้แล้ว!

หลังการเปิดตัว MAHANAKHON ที่เรียกกระแสได้ดีมากในวงการอสังหาฯ มาคราวนี้ “จีแลนด์” สั่นไตรมาส 2 ทำกำไรแล้ว 110 ล้านบาท และเตรียมรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก “G TOWER ” ที่พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปในสิ้นปีนี้

นายสุรกิจ ธารธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ G Land เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ 3 ที่ บริษัทมุ่งเป้าหมายการบริหารกิจการโดยเน้นการขยายพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ New CBD ภายใต้เมกกะโปรเจค เดอะ แกรนด์ พระราม 9 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

โดยปัจจุบันโครงการที่แล้วเสร็จและเปิดดำเนินการไปแล้ว 2 อาคาร คือ อาคาร ยูนิลิเวอร์ เฮาส์ และอาคารเดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ ซึ่งมีการเช่าเต็มพื้นที่แล้ว ทั้งนี้อาคาร จี ทาวเวอร์เริ่มเปิดให้บริการบางส่วนในไตรมาส 3 และเตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้ ซึ่งขณะนี้ได้ขายพื้นที่ไปแล้วกว่า 70% ทำให้ในไตรมาสที่ 2 บริษัทมีผลกำไรกว่า 110 ล้านบาท

สำหรับอาคาร จี ทาวเวอร์ (G TOWER) เป็นอาคารที่มีดีไซน์ที่ได้รับการยอมรับในวงการออกแบบอาคาร โดยนิตยสาร Architecture นิตยสารออกแบบระดับโลกนำไปลงปกและเผยแพร่ พร้อมยกให้เป็นอาคารรูปทรงล้ำสมัย “The Next Generation of Architecture in Asia, New Building Technologies” และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จี ทาวเวอร์จะเป็นอาคารที่ได้รับการรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียว LEED certified ในระดับ Gold ซึ่งปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่กว่า 70% โดยมากกว่าครึ่งของผู้เช่าทั้งหมด เป็นผู้เช่าธุรกิจการเงินการประกันภัย เช่น กรุงไทยแอ็คซ่า ตลอดจนแบรนด์สุขภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่าง “โตโต้” และบริษัท Booking.com ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทำเลที่ตั้งของอาคาร ความพร้อมสรรพของสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบความปลอดภัย พร้อมทั้งการออกแบบที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้เช่า สามารถดึงดูดผู้เช่ารายใหญ่ได้จำนวนมาก สำหรับพื้นที่ขายอีกบางส่วน บริษัทคาดว่าจะขายพื้นที่หมดก่อนการเปิดดำเนินการของอาคารอย่างแน่นอน

ด้านผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกรายได้หลักของบริษัทมาจาก โครงการ เดอะ แกรนด์ พระราม 9 รวมทั้งสิ้น 1,750 ล้านบาท ด้วยความต้องการอาคารสำนักงานที่มีมากขึ้น ทำให้บริษัทเตรียมก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในปี 2560 อีก 1 อาคาร มูลค่า 1.8 พันล้านบาท ได้แก่ อาคาร เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์ อาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่คาดว่าจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยพื้นที่ใช้สอย 320,000 ตร.ม. ที่จะเป็นทั้งศูนย์รวมของ อาคารสำนักงานเกรดเอ โรงแรมระดับ 6 ดาว ศูนย์ประชุมและห้องจัดเลี้ยง ร้านอาหาร และจุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศในอนาคต พร้อมรองรับลูกค้าที่หลากหลาย

อีกทั้งในไตรมาส 4 ของปีนี้ เตรียมเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในเครือจีแลนด์อีกหลายโครงการ ได้แก่ ห้องชุด Penthouse & Duplex (คอนโด Belle) และแกรนด์คาแนล ดอนเมือง เฟส2 ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบรับที่ดีให้แก่บริษัทเช่นกัน

ลืออีก!สถานทูตอังกฤษแต่งตั้งตัวแทนหาผู้ซื้อที่ดินบน ถ.วิทยุ

ลืออีกระลอกกับข่าวการขายที่ดินสถานทูตอังกฤษบนถนนวิทยุ หลังสื่อท้องถิ่นระบุความเคลื่อนไหวว่าล่าสุดมีการติดต่อบริษัทตัวแทนอสังหาฯ ชื่อดังในการหาผู้ซื้อ

นับเป็นที่ดินแปลงที่น่าจับตา สำหรับที่ดินแปลงบริเวณสถานทูตอังกฤษบนถนนวิทยุ ที่มีข่าวลือมาอย่างต่อเนื่องว่าอาจจะมีการซื้อขายในเร็ววันนี้ โดยล่าสุด หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้มีการรายงานว่าจากการพูดคุยกับแหล่งข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ทราบว่าทางสถานทูตได้มีการแต่งตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้เป็นตัวแทนในการหาผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใดรายหนึ่งในประเทศ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวดังกล่าวอธิบายว่าหากมีผู้ประกอบการรายใดตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้ อาจจะต้องนำไปพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสเนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่และราคาค่อนข้างสูง

สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวคือที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษในปัจจุบันขนาด 23 ไร่ ซึ่งได้รับการจับตามองจากผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายราย โดยมูลค่าน่าจะอยู่ที่ราว 18,000 ล้านบาท หรือราวๆ 2 ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งราคาดังกล่าวอาจจะถีบตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาที่ดินในย่านเพลินจิตนั้นปรับตัวค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยเอสซี แอสเสทเพิ่งซื้อที่ดินแปลงใกล้ๆ กันในราคาตารางวาละ 1.91 ล้านบาทเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ สถานทูตอังกฤษได้ขายที่ดินบริเวณถนนเพลินจิต ซึ่งเป็นแปลงที่ถัดอยู่จากที่ตั้งของสถานทูตปัจจุบันให้กับกลุ่มเซ็นทรัลในราคาตารางวาละ 950,000 บาท โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอมบาสซี่ในปัจจุบันนั่นเอง

 

ระวัง!! ผิดกฎหมายครอบครองสาธารณสมบัติ

อุทาหรณ์แก่ผู้ซื้อบ้านหรือผู้ครอบครองที่ดินไว้ในกรณีการผิดกฎหมายครอบครองสาธารณสมบัติ บุกรุกที่หลวง เช่น ในป่าเขา ตามริมคลอง โดยขอยกตัวอย่าง ชาวบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่งขณะนี้เหลืออยู่เพียง 16 ครัวเรือนเท่านั้น ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ไม่ยอมย้าย โดยที่ดินทั้งหมดตกเป็นของ กทม.โดยชอบตามกฎหมายแล้ว อีกทั้งชาวบ้านผู้ที่ไปฟ้อง กทม. ต่อศาลปกครองตั้งแต่ปี 2546 นั้น ได้ “เตะถ่วง” อยู่ฟรีมาอีก 13 ปีจนถึงวันนี้ โดยผู้ฟ้อง 104 ราย เป็นผู้เป็นเจ้าของอาคารจริงเพียง 14 ราย ที่เหลือไม่ใช่ เป็นเพียงผู้เช่าเท่านั้น แต่หวังได้สิทธิด้วย ศาลปกครองได้ยกฟ้อง ต่อมายังมีชาวบ้านที่เหลืออีก 91 รายอุทธรณ์ต่อและได้รับคำพิพากษายกฟ้องอีกในปี 2547 แต่ชาวบ้านที่เหลือก็ยังไม่ยอมไป ทั้งที่รับค่าเวนคืนไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

มองในมุมนักกฎหมาย…

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บุคคล 16 ครัวเรือนที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากป้อมมหากาฬกระทำผิดกฎหมายแพ่ง ดังนี้:
มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น
(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน
(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวงทะเลสาบ
(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะเป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหารสำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์
มาตรา 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา
การเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เราจะไปซื้อหากันไม่ได้ จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจของกฎหมาย จะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ และจะยึดเพื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาไม่ได้

ตามประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับกฎหมายอาญานั้น ผู้กระทำความผิดถึงขั้นติดคุกติดตาราง เพราะการละเมิดเช่นนี้ โดยมาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ใช้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การที่ชาวบ้านจำนวนหยิบมือเดียวมาครอบครองแบ่งปันที่ดินของสาธารณสมบัติไปใช้ส่วนตัวจึงถือว่าผิดกฎหมายอาญาโดยชัดแจ้ง

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา 18 บรรดาที่ดินทั้งหมดอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้
ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือเป็นที่ดินที่หวงห้ามหรือสงวนได้ตามความต้องการของทบวงการเมือง อาจถูกถอนสภาพหรือโอนไปเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือนำไปจัดเพื่อประชาชนได้ในบางกรณี

ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน
พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535) มาตรา 7 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้ายการควบคุมการก่อสร้างอาคารภายในเขตของโบราณสถาน ซึ่งอธิบดีได้ประกาศขึ้นทะเบียน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีในกรณีที่มีการปลูกสร้างอาคารโดยมิได้รับอนุญาต ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งระงับการก่อสร้าง และให้รื้อถอนอาคาร หรือส่วนแห่งอาคารนั้น ภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
ผู้ใดขัดขืนไม่ระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคาร หรือส่วนแห่งอาคารตามคำสั่งอธิบดีมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และให้อธิบดีดำเนินการรื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารนั้นได้ โดยเจ้าของผู้ครอบครองหรือผู้ปลูกสร้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย หรือดำเนินคดีแก่ผู้รื้อถอนไม่ว่าด้วยประการใดทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าใครที่มีที่ดินอยู่บนป่าเขาวิวสวย หรือบุกรุกที่หลวงในกรณีใด ๆ ยิ่งในกรณีโบราณสถานยิ่งไปกันใหญ่ ไม่สามารถให้อยู่ได้ ยิ่งใครหลงไปซื้อ ยิ่งอาจเป็นความผิด

SIRI ขายหุ้นบริษัทย่อย 50% ประเคน “บีทีเอส กรุ๊ป

แสนสิริ จำกัด (มหาชน) SIRI ยอมขายหุ้นบริษัทพัฒนสิริให้ บีทีเอส กรุ๊ป รับ 50,000,000 บาท พร้อมดำเนินการเปลี่ยนชื่อ “บริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ฟิฟทีน จำกัด”

นาย รังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหารและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS แจ้งว่า ในวันที่ 31 สิงหาคม 2559 บริษัท ยูนิคอร์น เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (BTS ถือหุ้นโดยตรง100%) ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ของทุนที่เรียกชำระแล้วของ บริษัท พัฒนสิริ เอสเตท จำกัด (บริษัทย่อยของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI) ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์) จาก SIRI ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิม ในราคาซื้อขายทั้งสิ้น 50,000,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกลงร่วมกันระหว่าง SIRI และยูนิคอร์นฯ ซึ่งอ้างอิงจากมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น

โดยมีวัตถุประสงค์ให้พัฒนสิริเป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 50 : 50 ระหว่างบริษัทฯ และ SIRI อีกบริษัทหนึ่ง (ซึ่งจะดำเนินการเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ฟิฟทีน จำกัด” ต่อไปในอนาคต) ตามแผนการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ภายใต้สัญญาข้อตกลงกรอบความร่วมมือทางธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โดยผลสำเร็จของการทำรายการดังกล่าวจะทำให้พัฒนสิริมีสภาพเป็นบริษัทร่วมของบริษัทฯ

อนึ่งนโยบายการดำเนินงานของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS จะประกอบด้วย 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที) (2) ธุรกิจสื่อโฆษณา (3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ (4) ธุรกิจบริการ


เผยตลาด ตจว.สนามปราบเซียนห้างสมัครเล่น

จากการสำรวจแนวโน้มตลาดธุรกิจค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดของบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล พบว่าตลาดดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วง 2- 3 ปีต่อจากนี้ จากการขยายกิจการของกลุ่มห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปยังหัวเมืองต่างๆ ของประเทศ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรศึกษาตลาดเพื่อลดความเสี่ยงที่มีมากพอกับโอกาส

นายศิวนาถ ศรีสมทรัพย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการธุรกิจศูนย์การค้าของเจแอลแอล เปิดเผยว่าตลาดค้าปลีกในต่างจังหวัดนั้นมีความแตกต่างจากตลาดกรุงเทพฯ ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านรายได้ของประชากร วัฒนธรรมท้องถิ่น การคมนาคม วิถีชีวิต และอื่นๆ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้สามารถพบได้แม้แต่กับจังหวัดที่อยู่ภายในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกระดับแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแบรนด์ต่างๆ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต และผู้ประกอบการค้าธุรกิจ SME ที่คิดจะขยายสาขาออกไปยังตลาดต่างจังหวัด ควรพิจารณาและวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ รวมถึงการเลือกโครงการห้างสรรพสินค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะใช้เป็นทำเลในการเปิดสาขาให้ดีด้วย

สำหรับตลาดต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจค้าปลีก และเป็นที่สนใจของนักลงทุนได้แก่ โซนภาคอีสาน เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดน เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลงไปในระดับจังหวัด พบว่ามีเพียงหัวเมืองใหญ่ดังเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ที่มีการลงทุนพัฒนาโครงการห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก

“ผู้ประกอบการค้าปลีกยังต้องพิจารณาถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในจังหวัดที่จะเข้าไปเปิดร้านหรือสาขาจำหน่ายสินค้า-บริการของตนด้วย ทั้งนี้ ระบบคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก และการท่องเที่ยวท้องถิ่น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการกระจายของกลุ่มลูกค้า ทั้งในเชิงจำนวนและประเภท” นายศิวนาถกล่าว พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบจังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี

ทั้งสองจังหวัดมีความเหมือนกันในแง่ของการเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่น มีระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ จังหวัดขอนแก่นมีชื่อเสียงมากกว่าในการเป็นศูนย์กลางทางศึกษา (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการจัดงานในช่วงเทศกาล ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ส่วนจังหวัดอุดรธานี มีข้อได้เปรียบจากการมีทำเลอยู่ใกล้จังหวัดชายแดนที่ใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกกลุ่มประเทศ CLMV ได้สะดวก ซึ่งทำให้จังหวัดมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาตลอดทั้งปี รวมถึงประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะข้ามมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศลาวที่นิยมขับรถข้ามชายแดนมาในช่วงวันหยุด และมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 5,000 – 10,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ อุดรธานียังมีชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบรรดาเขยฝรั่งที่เข้ามาปักหลักอยู่อาศัยกับภรรยาชาวไทย ดังนั้น เมื่อเทียบฐานลูกค้าสำหรับธุรกิจค้าปลีก อุดรธานีจึงมีฐานลูกค้าที่กว้างกว่า

ปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่ต่างจังหวัดประสบความสำเร็จนั้น คือความเชี่ยวชาญในพื้นที่ รู้ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการบริหารโครงการก่อนที่จะตัดสินใจพัฒนาโครงการ

 

Ref: Propertytoday
Info: DPR

ผู้ดูแลเว็บ หรือ บางคนเรียก ยามเฝ้าเว็บ...

Leave a Reply