รัฐสวนกระแสอัด โปรเทศกาลปีใหม่ 2559 ขาช็อปเฮลดหย่อนภาษี 1.5 หมื่นบาท

2559ลดหย่อนภาษี 1.5 หมื่นบาท

หลังจากที่กระทรวงการคลังได้เสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณามาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 58 จำนวน 1 มาตรการ ได้แก่ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในระหว่างวันที่ 25 -31 ธ.ค.58 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยให้ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าหรือรับบริการเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตาม ม.86/4 แห่งป.รัษฎากร แต่ไม่รวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ

ดังนั้นเมื่อรวมกับมาตรการตามกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 กรณีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหรือที่ได้จ่ายเป็นค่าโรงแรมภายในประเทศตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทำให้กระทรวงการคลังมีมาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 58 รวม 2 มาตรการ จำนวน 30,000 บาท โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังจะแถลงเปิดกล่องของขวัญอย่างเป็นทางการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้

ขายสินค้าราคาถูกอ้างช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

ภาครัฐ-เอกชนลุยแจกของขวัฐบีใหม่ อ้างหวังช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ประเดิม “พาณิชย์” จัดงานขายของถูก ราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-40% ธอส.แจกเงินคืนลูกค้าชั้นดี รายละ 1 พันบาท ส่วนเรือคลองแสนแสบลดค่าโดยสาร 1 บาท ด้าน “กอบกาญจน์” จัดเคาต์ดาวน์ 2016 ดึงนักท่องเที่ยว

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้จัดงาน “มหกรรมของขวัญปีใหม่ลดค่าครองชีพประชาชน” ขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ธ.ค.2558 ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ กองทัพภาคที่ 1 ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน ลดค่าครองชีพ และเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยในงานได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และสินค้าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-40% มาจำหน่าย เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน และเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และผู้ผลิตสินค้า OTOP

นายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) กล่าวว่า หลังจากที่ราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับลดลงมาแต่ะที่ระดับ 20.59 บาทต่อลิตรกรมเจ้าท่า ได้หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อปรับลดราคาค่าโดยสาร โดยเรือแสนแสบได้ปรับลดค่าโดยสารลงระยะละ 1 บาท ทำให้ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 7-17 บาทตามระยะทาง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.58 เป็นต้นไป ทำให้ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 7-17 บาทตามระยะทาง

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.ได้มอบของขวัญปี 2559 โดยจะคืนเงินให้ 1,000 บาท สำหรับลูกค้าธนาคารผู้ที่มีรายได้น้อย และมีวินัยในการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ มีวงเงินกู้รวมไม่เกิน 5 แสนบาทต่อหลักประกัน ไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีประวัติชำระดีต่อเนื่อง 36 เดือนย้อนหลัง และมีการชำระเงินงวดเพื่อการผ่อนชำระรอบการจ่ายของเดือน ธ.ค.2558 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ์มีจำนวน 1.04 แสนราย คิดเป็นเงิน 104 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยส่งมอบเรื่อยๆ จนครบกำหนดปลายเดือน ก.พ.2559

นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.58 ถึง 4 ม.ค.59 จะมีผู้มาใช้บริการ 637,082 คัน ดังนั้น บขส.จะเพิ่มเที่ยววิ่งเป็น 8,100 เที่ยวต่อวันจากปัจจุบันให้บริการอยู่ที่ 6,700 เที่ยวต่อวัน ทำให้รองรับผู้โดยสารได้วันละ 135,000 คนต่อวัน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้จับมือภาคเอกชน จัด 6 แคมเปญ เพื่อเป็นของขวัญรับปีใหม่ อาทิ กิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่, การยกเว้นค่าธรรมเนียมการถอนเงินผ่านเครื่อง ATM ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.58-3 ม.ค.59 เวลา 23.00น โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทะลุเป้า 28.8 ล้านคค และมีรายได้อยู่ที่ 2.2 ล้านคน ส่วนในปี 2559 น่าจะตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านล้านบาทในปี 60

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจของขวัญยังโตหรืออยู่ที่กว่า 9,000 ล้านบาท

แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังอ่อนแรง แต่คนกรุงฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการมอบของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของขวัญ/ของฝากของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 น่าจะมีมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

KBANK16122015_04

กลุ่มลูกค้าองค์กร มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเม็ดเงินในตลาด (เพราะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของมูลค่าตลาดของขวัญ/ของฝากทั้งหมด) ในปีนี้การจัดสรรงบประมาณเพื่อการซื้อของขวัญของกลุ่มองค์กรจะให้ความสำคัญกับการคัดกรองลูกค้าเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงของขวัญที่จะมอบให้ด้วย ดังนั้น การทำตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าแบบ Made to Order ควรเน้นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ ชูความมีเอกลักษณ์ สนับสนุนการสร้างแบรนด์ให้กับลูกค้าองค์กร ส่วนผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ที่จับตลาดกลุ่มนี้ อาจจะนำเสนอสินค้าพรีเมียมและเพิ่มการให้บริการที่สะดวกและครบวงจรแก่ลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนกลุ่มลูกค้าทั่วไป เทรนด์ที่ยังคงมาแรงในปีนี้ คือ สินค้าที่ชูความคุ้มค่าคุ้มราคา รองลงมาคือ สินค้าสุขภาพ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่สามารถนำมาช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีก็คือ การทำการตลาดผ่านกลยุทธ์ด้านราคาที่ชูความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการชูจุดขายด้านการออกแบบสินค้าและแพคเกจจิ้ง หรือนำเสนอความแปลกใหม่ของสินค้า ซึ่งน่าจะดึงความสนใจของลูกค้าให้เข้ามาเลือกซื้อได้

ในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง สิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันและความคึกคักให้กับตลาดก็คือ “ของขวัญ” เนื่องจากสามารถใช้เป็นสื่อแทนใจแสดงออกถึงความขอบคุณหรือมิตรภาพที่ดี สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักและเคารพนับถือ โดยในปีนี้พบว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังเห็นความสำคัญของการให้ของขวัญปีใหม่แก่กันและกัน และจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้ หากมองในมุมทางธุรกิจ ของขวัญเสมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สามารถบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสะท้อนไปถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์และลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อพิจารณาเจาะลึกลงไปถึงผู้เล่นในตลาดของขวัญ จะพบว่า มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของผู้เล่นหรือผู้ประกอบการในตลาดอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ คือ

1) กลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) : ถือเป็นผู้เล่นหลักในตลาด ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งแต่ละแห่งก็จะชูจุดขายที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ เมื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปีนี้ พบว่า “ห้างสรรพสินค้า” ยังถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งโดนใจของคนกรุงเทพฯ ในการเลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่มากที่สุดเช่นเดียวกันกับทุกๆ ปี เพราะมีสินค้าหลากหลายครอบคลุมเกือบทุกประเภท และเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น/วัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีการทำโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อ เช่น ลดราคาผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิต หรือของสมนาคุณต่างๆ เป็นต้น

2) กลุ่มผู้ผลิตสินค้าในลักษณะ Made to Order : กลุ่มนี้ผลิตสินค้าสนับสนุนกลุ่มองค์กรเป็นหลัก เช่น ธนาคาร กลุ่มธุรกิจ บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะมีการสั่งซื้อเป็นประจำทุกปี ส่วนหนึ่งทำเพื่อการประชาสัมพันธ์ หรือ PR บริษัทไปในตัว และยังถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์ของลูกค้าไปพร้อมกัน โดยสินค้าที่สั่งทำส่วนใหญ่จะแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท อาทิ บางบริษัทอาจประยุกต์ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผลิตมาเป็นของขวัญที่มอบให้กับลูกค้า หรือบางบริษัทสั่งทำสินค้าขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ซึ่งในระยะหลังจะเน้นไปที่สินค้าในลักษณะพรีเมียมที่มีคุณภาพสูง หรือเน้นการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อาทิ สินค้าที่อยู่ในกระแสนิยม (กระเป๋าหนัง สินค้าไอที เช่น Power Bank หรือ Flash Drive) หรือการออกแบบที่สื่อถึงองค์กรนั้นๆ รวมถึงสินค้าทั่วไปที่สื่อถึงบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ เช่น ปฏิทิน ปากกา สมุดโน๊ต เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของขวัญ/ของฝากของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 อาจมีมูลค่าอยู่ที่กว่า 9,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ที่มีมูลค่า 8,600 ล้านบาท)

Ref: Propertytoday
Info : ThaiPost, KBANK

หนุ่มวิศวกรการบิน อายุสามสิบกว่าๆ สนใจเรื่องการเงินการลงทุน นิยมเล่นหุ้นและอสังหาฯ ศึกษาการลงทุนแนวเทคนิคอลอย่างจริงจัง เป็นคนชอบอ่านและชอบแชร์ความรู้มากที่สุด

Leave a Reply