ยุค Internet of Things กระแสที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา สำคัญอย่างไร?

ยุค-Internet-of-Thing

Internet of Things = loT หรือ  “อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง” แล้ว ยุค Internet of Things คืออะไร? ความหมายของมันก็คือการเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการ ควบคุมใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ  ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การสั่งเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์  โทรศัพท์มือถือ  เครื่องมือสื่อสาร  เครื่องใช้สำนักงาน  เครื่องมือทางการเกษตร  เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม  อาคาร  บ้านเรือน  เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ  ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การอิ่มตัวของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ กับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้เกิดการไหลทะลักของเงินลงทุนไปสู่เมืองใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะหัวเมืองที่มีศักยภาพในการเติบโต อาทิ หัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค เมืองท่องเที่ยว และเมืองการค้าชายแดน เมืองเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการหลั่งไหลของธุรกิจที่เข้าไปลงทุนสร้างธุรกิจรองรับกับกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ภายใต้การเกิดขึ้นของเมืองใหม่นั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือขีดความสามารถในการสื่อสารและการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที สามารถวัดได้จากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชากร และความครอบคลุมของโครงข่ายโทรคมนาคม หรือก็คือ Broadband Internet และ 3G นั่นเอง

ยุค IoT

ยุค Internet of Things

ในยุคของ Information Technology โลกถูกเชื่อมโยงข้าหากันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาการของเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน ถูกเชื่อมโยงไว้กับโครงข่ายการสื่อสาร ทั้งแบบไร้สาย และมีสาย ขณะที่เทคโนโลยีกำลังยกระดับสู่ดิจิตอล ภายใต้แนวโน้มใหญ่ 4 ประการคือ Big Data, Cloud Computing, Software as a Service(SAAS) และ Internet of Thing ซึ่งแนวโน้มใหญ่ทั้ง 4 นี้ เป็นทิศทางการพัฒนาไอทีที่ทุกองค์กรธุรกิจจะต้องก้าวไป ขณะที่สังคมเอง กระแส Internet of Thing กำลังเป็นแนวโน้มใหญ่ที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนอีกครั้ง หลังจากที่ 3G ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ไปสู่ Always Online

จากข้อมูลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา(2009-2013)ประชากรอินเทอร์เน็ตของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 18.30 ล้านคน เป็น 26.14 ล้านคนเป็น 42%และคาดว่าประชากรอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งตามการเติบโตขึ้นของ Broadband และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟต โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4/2014 ประเทศไทยมีผู้ใช้ Broadband อยู่ 5.49 ล้านคน

การที่ประชากรของไทยกว่า 39% เข้าถึง Internet Access สะท้อนถึงขีดความสามารถในการพัฒนาไอทีของไทยในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากการลงทุนด้านไอทีส่วนใหญ่จะต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ ฉะนั้นเราจะเห็นแนวโน้มการเติบโตของ Big Data, Cloud Computing,Software as a Service(SAAS) และ Internet of Thing อย่างรวดเร็วใน 2-3 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสาย แม้จะสูงถึง 26.14 ล้านคน แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในแถบเมืองใหญ่เป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดของการลากสายสัญญาณ แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีของ 3G และรวมถึง 4G กำลังจะทำให้ข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหายไป

ประชากรมือถือ 145%

          ขณะที่การขยายตัวของอินเทอร์เน็ตผ่านสาย ทำได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเติบโตของประชากรมือถือกับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันคนไทยถือโทรศัพท์มือถือกันมากกว่า 100 ล้านเลขหมาย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 145% ต่อจำนวนประชากร ในจำนวนนี้มีอยู่ประมาณ 30 ล้านเลขหมายที่เป็นสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน 3G และ 4G ได้

ขณะที่สมาคมโฆษณาดิจิทัล(ประเทศไทย) Digital Advertising Association(Thailand) หรือ DAAT ให้ข้อมูลไว้ว่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2014 มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ 93 ล้านเลขหมาย ในจำนวนนี้มีผู้ที่เชื่อมต่อ 3G ได้ถึง 72.38 ล้านเลขหมายแบ่งเป็น AIS 34.4 ล้านเลขหมาย DTAC 19.1 ล้านเลขหมาย และ Truemove 18.4 ล้านเลขหมาย  โดยในจำนวนนี้ DAAT คาดว่า มีประชากรผู้ใช้ Mobile Internet อยู่ที่ 44.6 ล้านเลขหมาย

ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนา Mobile Internet มากขึ้น เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้ใช้งานได้ดีกว่า โดยไม่มีข้อจำกัดในการลากสายสัญญาณ อย่างไรก็ตามโครงข่ายของ Mobile Internet แม้จะเข้าถึงผู้ใช้งานได้ดีกว่า แต่ก็ยังต้องวิ่งอยู่บน Fiber Optic ที่ต้องลากสายสัญญาณอยู่ดี

คาดปลายปี  3G ครอบคลุมทั่วไทย

กสทช.ให้ข้อกำหนดไว้ว่า ผู้ประมูลโครงข่าย 3G จะต้องวางโครงข่ายให้ครอบคลุม 50% ของจำนวนประชากรภายใน 2 ปี และครอบคลุม 80% ของประชากรภายใน 4 ปี

แต่จากตัวเลขล่าสุด ณ สิ้นปี 2557 พบว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายได้ขยายเครือข่ายครอบคลุมประชากรเกินกว่า 90% แล้ว โดย Truemove ให้ข้อมูลไว้ว่าเครือข่าย 3G ณ ปัจจุบันครอบคลุมประชากรมากกว่า 97% ขณะที่ AIS แสดงข้อมูลไว้ในเว็บไซต์ว่าเครือข่าย 3G ครอบคลุมประชากรแล้วมากกว่า 97% ในสิ้นปี 2557 ส่วน DTAC เอง มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ว่าปัจจุบันมีเครือข่าย 3G ครอบคลุมแล้วประมาณ 80%

ภายใต้เครือข่าย 3Gที่ครอบคลุมนั้น ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงสุดที่ 42 Mbps ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานพื้นฐานแทบทุกชนิดโดยเฉพาะการใช้งานในเชิงธุรกิจ ทำให้เครือข่ายของ Mobile Internet เข้ามาชดเชยช่องว่างในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในส่วนที่ไม่สามารถลากสายไปถึง

การเข้าถึงประชากรเกือบ 100% ของ Mobile Internet เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ที่ท้าทายต่อนิยามของ Urbanization เนื่องจากทุกที่ทั่วไทยมีขีดความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ใกล้เคียงกัน ฉะนั้นธุรกิจอาจจะไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ภายในเมืองใหญ่เสมอไป

4G & Super Broadband

นอกเหนือจาก 3G แล้งในปี 2558 ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยังให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่าย 4G ซึ่งมีความเร็วถึง 100 Mbps ซึ่งตามแผนแล้ว กสทช.มีแผนผลักดันการเปิดประมูล 4G ในปลายปีนี้ ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามารถต่อยอดเครือข่าย 4G ที่ความเร็วสูงขึ้นได้

และขณะที่รอการเปิดประมูลรอบใหม่ของกสทช.นั้น Truemove ก็ได้ประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนา 4G โดยทุ่มงบ 10,000 ล้านบาทขยายเครือข่าย 4G ให้ครอบคลุม 80% ของประชากรภายในกลางปี 2558 นี้ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึง Broadband Internet มากขึ้น นอกจากนี้ยังทุ่มงบ 33,000 ล้านบาทในการลงทุนเครือข่าย FTTx หรือ Hi-Speed HOME Internet ให้ครอบคลุม 4 ล้านครัวเรือนในกรุงเทพฯในปี 2558 และ 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศในปี 2559

สอดคล้องกับ AIS ที่แม้จะมีเครือข่าย 3G ที่ครอบคลุมแล้ว แต่ก็ยังประกาศความพร้อมประมูล 4G ในปี 2558 นี้ พร้อมกับแผนก Digital Lift 2015 ที่จะขยาย Super Broadband ความเร็ว 1 Gbps สู่ครัวเรือน 10 ล้านครัวเรือนภายใน 5 ปีข้างหน้า

จากข้อมูลการพัฒนาเครือข่ายทั้ง Fixed Line และ Mobile จะเห็นทิศทางการเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ใช้งาน  Internet User อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ใช้งาน และการขยายเครือข่ายที่ครอบคลุมผู้บริโภค ขณะที่สังคมไทยในปัจจุบันกำลังก้าวสู่ Digital Society อย่างรวดเร็ว ดังที่ ประธานกรรมการ AIS สะท้อนออกมาว่า ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้นมีการพูดคุย 90 ล้านครั้งต่อวัน แต่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย 200 ล้านครั้งต่อวัน นั่นสะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น

Urban Anywhere

ในการก้าวจากสังคมชนบทสู่สังคมเมืองนั้น มีปัจจัยในการชี้วัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดพื้นที่ ขนาดประชากร ความพร้อมด้านคมนาคมขนส่ง ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค รวมถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีการสื่อสาร

ขนาดพื้นที่ ขนาดประชากร ความพร้อมด้านคมนาคมขนส่ง ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค อาจจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่และแผนการพัฒนาของภาครัฐ แต่ในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ด้วยขีดความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงประชากรมากกว่า 97% ด้วยความเร็ว 42 Mbps นั้นเป็นการทลายข้อจำกัด ระหว่างชุมชนเมืองและชนบท

นั่นหมายถึงธุรกิจทุกประเภท สามารถเลือกใช้พื้นที่ที่มีความพร้อม ดำเนินธุรกิจได้เหมือนเป็นเมืองขนาดใหญ่ ต่อไปเราอาจจะได้เห็นเกษตรกรขายข้าวและผลิตภัณฑ์การเกษตรโดยตรงจากแหล่งผลิต หรือผู้ประกอบตั้งโรงงานผลิตกาแฟชี้ชะมดจากดอยช้างส่งขายไปทั่วโลก

“เมื่อทุกที่มีขีดความสามารถในการเป็นเมืองคนชนบทอาจจะไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อหางานทำอีกต่อไป”

Ref: Propertytoday
Info: Business Plus

ถนัดเรื่อง จิตวิทยาการลงทุน ศึกษาและวิจัยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

Leave a Reply