มีอะไรใหม่ในปี 2016 ที่นักการตลาดและนักลงทุนต้องรู้?

มีอะไรใหม่ในปี 2016

ทางทีมงานให้ทางผู้เขียนรวบรวมสรุปที่น่าสนใจปิดท้ายบทความส่งท้ายปลายปี 2015 เตรียมรับปีใหม่ 2016 เปิดศักราชใหม่ ผู้เขียนเลยขอสรุปบทความน่าอ่าน มีอะไรใหม่ในปี 2016 ที่นักการตลาดและนักลงทุนต้องรู้? ที่กำลังจะมาเราควรปรับตัวอย่างไรกับสถานการณ์ของการแข่งขันที่สูง และมีปัจจัยใดเป็นตัวเสริมที่จะทำให้เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ เพื่อเป้าหมายต่อไปของผู้อ่านทุกคนครับ

ธุรกิจไหนที่ “อาจเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง” หรือ “เติบโตได้ดี” ประจำปี 2559

สำหรับปี 2015 หรือ ปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ทุกคนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันนั้นก็คือ ตลาดหุ้นช่างผันผวนและตกต่ำติดดินเหลือเกินอีกทั้งมีหุ้นที่เคยแข็งโปกแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเปลื่อยยุยเป็นทิชซูเปลียกน้ำไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน, กลุ่มสื่อสาร หรือแม้กระทั้ง กลุ่มพลังงานทางเลือก ต่างกระทบหมดซึ่งเราจะมาดูกันว่า ธุรกิจที่อาจจะเติบโดได้ดีในปี 2559 หรือปี 2016 จะมีอะไรบ้าง

ธุรกิจที่ต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่องในปี 2016

1.ประมง ต้องจับตาการส่งออกกุ้งให้ดี เนื่องจากหดตัวตัอเนื่องเป็นปีที่5จากแรงฉุดด้านผลผลิตโลกและไทยที่ เพิ่มกดดันราคา รวมถึงผลจาก GSP, IUU Fishing และ Tier3 ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 9.8 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 7.7-2.3

2.ปิโตรเคมี โดยส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่มีฐานะเข้มแข็งและมีหลากหลายธุรกิจ ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 22.3 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 8.6-2.6

3.รถยนต์ โดยยอดขายรถในประเทศ ยังคงมีปัจจัยถ่วงด้านกําลังซื้อของครัวเรือน ทําให้ค่ายรถยนต์ยังต้อง แข่งขันกันทําการตลาดอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 13 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 1 หรือโตขึ้น 3%

4.ค้าปลีก โดยเฉพาะค้าปลีกสมัยใหม่ที่จับตลาดกลางลงล่างและค้าปลีกเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงอย่าง Hypermarket อาจเติบโตต่ำกว่ารูปแบบอื่น ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 3.2% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 3-4%

ธุรกิจที่น่าจะประครองการขยายตัวในปี 2016

1.ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากมาตรการรัฐมีส่วนช่วยปรับสมดุลซัพพลายในตลาด ขณะที่การลงทุนเปิดโครงการใหม่จะยังเป็นภาพที่ต้อ

งระมัดระวัง ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 4.5 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 2 หรือโตขึ้น 4%

2.โรงแรม ซึ่งจะมีรงหนุนจากการท่องเที่ยว แต่ธุรกิจโรงแรมก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่สูง และยังมีความไม่แน่นอนจากแจจัยการเมืองระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 7.1% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 4.7-6%

ธุรกิจที่เติบโตได้ในเกณฑ์ดีในปี 2016

1.สุขภาพ โดยเฉพาะรายได้โรงพยาบาลเอกชน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเติบโตต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของลูกค้า Medical Tourism และ Expatiation ได้ได้รับอานิสงค์จากการเปิด AEC ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 11.5% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 11-13%

2.ไอที โดยเฉพาะมูลคาตลาดการใช้บรกิารด้านข้อมูล ซึ่งเป็นเกิดจากแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี(4G)และ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 25.1% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 20.6-22.5%

“ภาคการเกษตร” แรงฉุดเศรษฐกิจปี 2016

แรงฉุดจากปัจจัยลบที่ต่อเนื่องมาจากปี 2558 จะยังคงกดดันรายได้เกษตรกรให้หดตัวเป็นปีที่ 5 ในปี 2559 แต่ด้วยผลด้านราคาสินค้าเกษตรหลักที่กระเตื้องขึ้น ทําให้อัตราการหดตัวน่าจะลดลง แต่ยังคงมีแรงฉุดกําลังซื้อครัวเรือนฐานรากอีก 3 ปัจจัย คือ

1. ภัยแล้ง ที่แม้จะมีการช่วยพยุงราคา แต่ผลผลิตที่ลดลงจะกดดันรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสินค้าข้าว

2. เศรษฐกิจจีนที่โตช้าลงและเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังคงเปราะบาง จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้ม อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อสินค้ายางพารา

3. มาตรการที่มิใช่ภาษี จากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะ IUU Fishing & Tier3 ที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นและอาจมีผลต่อคํา สั่งซื้อสินค้าไทยซึ่งจะส่งผลต่อสินค้าประมง

โดยจับตาหลังฤดูแล้ง หากฝนมาตามฤดู รายได้เกษตรกรอาจจะไม่แย่ลงอีกซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่การผลิตเช่น ผู้ค้าปัจจัยการผลิต (ปุ้ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกล การเกษตร) รวมทั้งธุรกิจที่พึ่งพากําลังซื้อกลุ่มนี้อย่างค้า ปลีกค้าส่ง จะยังคงได้รับ ผลกระทบไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นซึ่งอาจจะล่วงเข้าสู่ครึ่งปีหลัง

“การลงทุน” ส่วนเสริมเศรษฐกิจปี 2016

การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวมาตั้งแต่ปี 2556 จากหลายปัจจัยผลักดัน สอดรับกับการตั้งเป้าหมายให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลงทุน (Year of Investment) โดยมีแรงผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2559 ที่สําคัญ 3 ส่วนได้แก่

1. นโยบายภาครัฐ จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการเร่งรัดการ ลงทุนและการให้สิทธิ ประโยชน์ต่างๆ

2. เทคโนโลยี4G จากการลงทุนขยาย โครงข่ายของผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม และความต้องการบริการด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

3. เทรนด์อื่นๆ ได้แก่ความใส่ใจด้าน สุขภาพ และการผลิต ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดเสรี อย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน แรงกดดันทางด้านต้นทุนไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก โดยราคาน้ำมันยังคงต่ำ ขณะที่ค่าจ้างแรงงานจะยังทรงตัวอย่างน้อยถึงกลางปีหน้า ด้านวัตถุดิบอาจได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็ง จนกระทบจากการน้ำเข้า และดอกเบี้ยที่ยังคงต่ำอยู่

โดยธุรกิจที่คาดว่าจะเป็นแกนนําในการลงทุน คือก่อสร้างและโลจสิติกส์, ไอที : Data Services, Online Content, Software & Application และ สุขภาพ : Health & WellnessและMedical Tourism, ที่อยู่อาศัยในทําเล ศักยภาพและกลุ่มเป้าหมาย ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ผู้สูงวัย ตลอดจนผลิตภัณฑ์และ บริการที่ตอบรับกระแสการออกกําลังกาย

หมดยุคทำงานเป็น Silo ยุคสมัยเปลี่ยน “Power of One” การบริการแบบครบวงจรในปี 2016 ธุรกิจถึงอยู่รอด!!

ในปี 2016 นอกจากทิศทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักบริหารหรือนักการตลาดจะขาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ เทคนิคการบริหารจัดการแบบใหม่ “Power of One” ถูกยกมาพูดในหลายงานสัมนาทุกครั้งซึ่งล่าสุดทาง Publicis ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจ

Publicis ได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จากการเป็นเครือข่ายเอเจนซี่และการเปลี่ยนผู้นำ กลายเป็น 4 กลุ่มใหม่ ได้แก่ Publicis Communications, Publicis Media, Publicis Sapient and Publicis Healthcare ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้จะมีผลในวันที่ 2 มกราคม โดยมุ่งหวังที่จะหลีกหนีจากการเป็นเครือข่ายเอเจนซี่ เพราะต้องการหนีจากการทำงานแบบ Silo เพื่อมอบบริการแบบเต็มรูปแบบครบวงจรให้กับลูกค้า โดยเปรียบเทียบธุรกิจ 4 กลุ่มของตัวเองเหมือนกับสมาร์ทโฟน คือมีความสามารถหลากหลายทางด้านเทคโนโลยีและใช้งานง่าย โดยมีคำจำกัดความว่า “Power of One”

โดย Publicis Communication จะอยู่ภายใต้การนำของ Arthur Sadoun, CEO ของ Publicis Worldwide กลุ่มใหม่นี้จะเป็นเหมือนบ้านของบริษัทด้าน Creative อื่นๆ ที่ถือหุ่นร่วมกัน คือ Publicis Worldwide, MSL, Nurun, Saatchi & Saatchi, Leo Burnett as well as BBH และ Marcel และยังมี Production Hub อีกด้วย โดย Narun และ MSL มาร่วมกลุ่มภายใต้ Publicis จากการที่นาย Sadoun เข้าไปบริหารเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เอเจนซี่ใหญ่อย่าง Leo Burnett และ Saachi & Saachi เป็นเพียงบริษัทถือหุ้นที่เป็นอิสระ

ซึ่งการเคลื่อนไหวเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ถือเป็นผลงานใหญ่ของนาย Sadoun เป็นอย่างมาก หลังจากเขาได้คะแนนโหวตอย่างล้นหลามจากบอร์ดบริหารของ Plubicis Worldwide ในการแต่งตั้งเขาขึ้นเป็น CEO เมื่อปี 2013 และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมกับการที่ Plubicis ได้ Account ใหญ่ระดับโลกเพิ่มเข้ามาในมือมากมาย เช่น Cadillac, Heineken global และ Sears

Publicis Media
นำโดยการบริหารของ Steve King CEO ของ ZenithOptimedia Global เขากล่าวว่าลูกค้าทุกรายจะได้รับประโยชน์จากนโยบาย Economie of scale, ความเข้มข้นในการค้นคว้าวิจัย และองค์ประกอบที่สำคัญในการทำธุรกิจ จาก Publicis Media อย่างแน่นอน โดยที่ Laura Desmond, global CEO of Starcom Mediavest Group จะมาดูแลในส่วนของ chief client officers เพื่อสนับสนุนช่องทางของธุรกิจในอนาคต

Publicis.Sapient
นำโดย Alan Herrick ผลจากการเข้าซื้อ Sapient เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของกลุ่ม รวมไปถึง Sapient Consulting, SapientNitro, DigitasLBi และ Razorfish
Publicis Healthcare

ภายใต้การนำของ Nick Colucci จะเข้ามาช่วยดูแลในส่วนของ New product ที่เปิดตัวใหม่ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ รวมทั้งในแง่ของแอพลิเคชั่นและการจัดการการขาย
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา โดย Chairman-CEO Maurice Lévy หลังจากการริเริ่มความคิดตั้งแต่ช่วงใบไม้ผลิ และผ่านการประชุมหารือกันอย่างยาวนาน ทั้งจากพนักงาน บริษัทผู้ถือหุ้น และผู้บริหารกว่า 350 ชีวิต ในที่สุดก็ออกมาเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นพลิกโฉมวงการโฆษณาของโลกอีกครั้ง ต้นปีหน้านี้แล้ว

โอกาส

DISRUPTIVE TECHNOLOGY วันของ “ปลาเร็ว” ล้ม “ปลาใหญ่”

ในระยะหลังแวดวงธุรกิจของไทยมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการในธุรกิจเดิมที่ปรับตัวเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมบริการเดิมของตัวเองเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นไปตามทฤษฎีของ ศาสตราจารย์ Clayton Christensen อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือที่ชื่อว่าThe Innovator’s Dilemma ตั้งแต่ปี 1997 ที่เรียกว่า Disruptive Technology หรือ Disruptive Innovation

Disruptive Technology คืออะไร

ความจริงแล้วเนื้อหาหลักของหนังสือดังกล่าวว่าด้วยเรื่องของการบริหารจัดการองค์กร ซึ่ง ศ. Christensen วิเคราะห์ว่าองค์กรต่างๆ มีการพัฒนา 2 แบบ อย่างแรก องค์กรส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งเน้นพัฒนาสินค้าหรือบริการของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นภายใต้กรอบแนวคิดเดิม จนเกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า Sustaining Innovation แต่เมื่อพัฒนาจนถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดการยึดติด สินค้ามีราคาสูงขึ้น เพื่อรองรับลูกค้าระดับบน จนละเลยกลุ่มลูกค้าระดับล่าง หรือเกิดอาการยึดติดจนมุ่งเน้นแต่สินค้าหรือบริการดั้งเดิมของตัวเอง จนละเลยความต้องการของลูกค้า ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทางสังคม หรือเทคโนโลยี
อย่างที่สองนี่เองที่เรียกว่า Disruptive ซึ่งมองไปที่ปัญหาที่ผู้บริโภคกำลังประสบ และพร้อมที่จะนำเสนอแนวคิดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ตัวอย่างที่กลายตัวอย่างคลาสสิกของการอธิบายความหมายของ Disruptive Technology ก็เช่น การแทนที่เครื่องพิมพ์ดีดด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและการสื่อสาร เพราะมีความสะดวกสบายแก้ไขได้ไง่ายกว่า, อีเมล ทำให้การสื่อสารด้วยจดหมายหรือโปสต์การ์ดเปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยความรวดเร็วเป็นจุดเด่นหลัก หรือกล้องดิจิตอลที่แทนที่กล้องฟิล์มภายในระยะเวลาไม่กี่ปีด้วยจุดเด่นที่ผู้ถ่ายภาพสามารถเช็กรูปในเวลานั้นได้เลย ไม่ต้องรอล้างรูปก่อน รวมทั้งการถ่ายภาพคราวละมากๆ

แนวคิดที่เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีนี้ ได้รับการยอมรับ ศึกษา และขยายความมากขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดธุรกิจ ความต้องการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
Disruptive Technology ไม่ได้สำคัญแค่ “เทคโนโลยี”
มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงคิดว่า Disruptive Technology ต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม หรืออะไรที่มันล้ำๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น

ศาตราจารย์ George Tovstiga แห่ง Henley Business School กล่าวเอาไว้ว่า “Disruptive Technology เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน ก้าวข้ามผ่านเฟรมเวิร์คเดิม แต่ Disruptive ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการผสานเทคโนโลยี กับสังคม และแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นการที่บริษัทรถพัฒนายานยนต์ไร้คนขับขึ้นมา มันไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของคน ว่ามีความปลอดภัย และเป็นความคิดที่ดีที่จะมีรถยนต์ส่วนตัวของตัวเอง”
“องค์กรใหญ่ทั้งหลาย อาจจะต้องโยนไอเดียที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่งทิ้ง เพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นชอบอะไรที่คาดการณ์ผลกำไรได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาเสี่ยงได้น้อยลง”
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า Disruptive Technology เป็นการคิดค้นเทคโนโลยี โดยมีความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อน จนกระทั่งองค์กรปรับเปลี่ยน หรือนำเสนอผลิตภัฑณ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด จนกระทั่งสินค้าหรือบริการนั้นๆ มีส่วนเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภค

Disruptive Technology เปลี่ยนโลกอย่างไร
เมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ผู้ผลิตเองก็ควานหาความต้องการนั้นเจอ จนกลายเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ช่วงต่อไปของบทความนี้อาจจะไม่ได้ยกตัวอย่างสุดล้ำ ที่มาจากต่างประเทศ แต่จะกล่าวถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม เน้นไปที่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวอย่างจากต่างประเทศแต่เชื่อว่าผู้อ่าน POSITIONING เห็นกันจนชินตาแล้ว

จุดเปลี่ยนผ่าน Disruptive ภาคการผลิต
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ผู้คนสามารถกลายเป็นผู้ผลิต และขายสินค้าได้ง่ายขึ้น 3D Printing ที่จากเดิมการจะสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าอะไรสักอย่างทำได้ยาก แต่การที่มีเครื่องพิมพ์สามมิติที่สร้างสรรค์สินค้าได้ง่ายขึ้น ก็ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปก็ผลิตสินค้าได้ ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นสร้างบ้านทั้งหลังด้วย 3D Printing เหมือนในต่างประเทศ แต่ก็เริ่มมีการใช้เจ้าเครื่องนี้ให้เห็นแล้ว เช่น ทำโมเดลคนตั้งโชว์ ในห้างสรรพสินค้า ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นแค่ของเล่นของแต่งบ้าน แต่ก็ทำให้คนเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

นอกจากจะผลิตได้ง่ายแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางการสื่อสาร ทำให้เกิดการ Disruptive ขึ้น เมื่อผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพึ่งหา “ผู้ขาย” อีกต่อไป ผู้ผลิตสามารถใช้ช่องทางออนไลน์แปลงตัวเองให้กลายเป็นผู้ขาย ลดทอนพ่อค้าคนกลางไป เช่น เคสที่ได้รับการพูดถึงในวงการการค้าดิจิตอล อย่าง เจคิว ปูม้านึ่ง แค่เปิดร้านในเฟซบุ๊กก็สร้างยอดขายได้หลักล้านต่อเดือน จากเดิมที่การขายอาหารทะเลต้องเปิดร้านในพื้นที่ หรือขายตามห้างสรรพสินค้าในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แปรรูป แต่นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารทะเลแบบสดๆ ได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปถึงร้าน เดี๋ยวนี้เขามีบริการดิลิเวอรีหมดแล้ว ย้อนกลับไปแค่ 2-3 ปีก่อน ใครจะเชื่อว่า อาหารทะเล, ปลาแซลมอน ไม่เว้นแม้แต่น้ำพริกก็สั่งออนไลน์ได้

ถึงเวลาปฎิวัติภาค ธุรกิจการเงิน Finance
จากเดิมที่ธนาคารเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้ แต่ทุกวันนี้เราเห็นแล้วว่ารีเทล ก็เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคโดยอาศัยความได้เปรียบในเรื่องของสาขา ทุกวันนี้เวลาจะจ่ายบิล แค่เดินไปที่เซเว่น อีเลฟเว่น ก็จ่ายบิลได้แล้ว ไม่ใช่แค่คอนวีเนียนสโตร์ยักษ์ใหญ่รายนี้เท่านั้น ไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง บิ๊กซี โลตัส ก็พยายามจะเสริมบริการรับจ่ายบิลกันถ้วนหน้าแต่การ Disruptive ที่น่าจะส่งผลสร้างความเปลี่ยนแปลงในชั่วโมงนี้และอนาคตอันใกล้นี้ที่สุด ก็คงจะเป็นการขับเคลื่อนของค่ายโทรศัพท์มือถือ ที่ตอนนี้รุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรูมันนี่ ที่สามารถจ่ายค่าสินค้าอื่นๆ จนแทบจะกลายเป็นสกุลในโลกออนไลน์ ส่วนโอเปอเรเตอร์ค่ายอื่นก็กระโจนเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างจริงจังไม่แพ้กัน mPay ของเอไอเอส เปิดให้ลูกค้าค่ายอื่นเข้าใช้บริการด้วย นั่นแปลว่าเอไอเอสมองว่า mPay ไม่ใช่โปรดักต์ของเอไอเอสค่ายเดียวแต่เป็นบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทุกคน ฝั่งดีแทคก็มี “แจ๋ว” ซึ่งมีข่าวแว่วมาว่าเร็วๆ นี้จะเปิดตัวบริการใหม่ที่ทำได้มากกว่าแค่เติมเงินของค่ายตัวเอง หรือโอนเงินอย่างที่ทำมาตั้งแต่ต้นปี

ทั้งหมดนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ท้าทายธนาคารซึ่งเดิมเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ให้บริการเรื่องเงินได้ จนเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น ธนาคารพยายามเปิดตัวแอปพลิเคชันที่ทำให้ลูกค้าใช้บริการได้ง่ายขึ้น หรือจับมือกับค่ายมือถือเองเพื่อส่งบริการให้ไปอยู่ใกล้ชิดติดตัวผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากสู้กับธนาคารด้วยกันเองแล้ว ธนาคารยังมีผู้ท้าชิงทั้งจากธุรกิจรีเทล และเทเลคอม ส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ใช้บริการเหล่านี้ได้ง่ายซะเหลือเกิน

ถึงเวลาปฎิวัติ งานบริการสุขภาพ Health Care
บริการสุขภาพ บรรดา Wearable Device ทั้งหลายคงจะทำให้เทรนเนอร์ฟิตเนสต้องทำงานยากขึ้น เพราะการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ รวมทั้งแอปพิลเคชันในสมาร์ทโฟนส่งผลให้ผู้ที่รักการออกกำลังกายทั้งหลายรู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองดีขึ้น แล้วออกแบบการออกกำลังกายของตัวเองได้ดีขึ้น ผู้ที่มีหน้าที่แนะนำเรื่องออกกำลังกายจึงต้องทำการบ้านให้ดี
ขณะเดียวกันในกลุ่มของ Wearable Device เองก็ต้องเผชิญหน้ากับการ Disruptive จากอุตสาหกรรมอื่น เช่น ผู้ผลิตนาฬิกาที่เพิ่มฟีเจอร์ในนาฬิกาจนกลายเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อวัดผลด้านสุขภาพหรืออื่นๆ ได้ แต่พพ่วงมาด้วยจุดเด่นในเรื่องของแฟชั่นที่แบรนด์นาฬิกาได้เปรียบในเรื่องนี้อยู่แล้ว รวมทั้งตัวสมาร์ทโฟนเอง เพียงแค่ลงแอปพลิเคชันบางอย่างก็ใช้ฟังก์ชันพื้นฐานแทน Wearable Device ได้เลยอีก กลายเป็นความคาบเกี่ยวกันของอุตสาหกรรมไอที

ถึงเวลาปฎิวัติภาคงานบริการ Service
การเกิดขึ้นของ Airbrb, Uberหรือ GrabTaxi น่าจะเป็นตัวอย่างของการ Disruptive ในภาคบริการที่เด่นชัดที่สุด บริการเหล่านี้อาศัยช่องว่างของบริการแท็กซี่แบบดั้งเดิม คอนเซ็ปต์ของ Uber หรือ Airbrb คล้ายกันก็คือ การมีพื้นที่, ทรัพย์สินอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้เกิดประโยชน์สุงสูด ก็ปรับมาให้เป็นบริการ Sharing Economy นำรถออกมาวิ่งให้บริการ หรือปรับบ้านให้เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับนักเดินทาง ในขณะที่บ้านเราความน่ารักน่าชังของพี่แท็กซี่ทั้งหลาย ก็ทำให้บริการเหล่านี้แจ้งเกิด ทั้งหมดอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมทำให้การจองรถ, ที่พัก ที่ทำได้ด้วย Location ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ได้ทั้ง Ecosystem เจ้าของบ้าน เจ้าของรถ มีรายได้เพิ่ม ส่วนผู้บริโภคก็ได้บริการที่ตรงกับความต้องการ นี่แหละที่บอกว่าไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของสังคม และเศรษฐกิจ

จากเดิมที่คู่แข่งของแท็กซี่อาจจะเป็นรถเมล์, รถไฟฟ้า หรือการที่ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถเอง จู่ๆ กลับเกิดโมเดลธุรกิจใหม่มาแย่งลูกค้าของแท็กซี่ ส่วนที่พักจากเดิมที่โรงแรมแข่งขันกันเรื่องบริการและสถานที่ ก็กลายเป็นว่ามีบ้านพักโฮมสเตย์ที่ชูประเด็นเรื่องของประสบการณ์มาเป็นจุดขาย

ถึงเวลาปฎิวัติ ภาคการสื่อสาร Communication
คุณผู้อ่านใช้โทรศัพท์สาธารณะหยอดเหรียญครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? จำได้ไหมครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีการ์ดโทรศัพท์ด้วยนะ และทายปัญหาความรู้รอบตัวกันหน่อย โทรเลข ยกเลิกตั้งแต่ปีไหน? เพียงแค่นี้ก็คงเห็นภาพแล้วว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกของการสื่อสารในประเทศไทย หรือในโลกก้าวไปเร็วขนาดไหน สาธารณูปโภคพื้นฐานหรือบริการแบบเดิมๆ ตายลงในที่สุด
ความจริงแล้วต้องบอกว่าการสื่อสารนี่แหละ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอื่นๆ ตอนนี้รถที่วางจำหน่ายในประเทศไทยหลายรุ่นมี บลูทูธ เป็นอีกอุปกรณ์เสริมเพื่อให้ผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์มือถือไปด้วยได้ หรือการเชื่อมต่อสู่ภายนอก เช่น รถ MG ที่กลายเป็นรถใส่ซิม (แน่นอน ซิมทรู) ทุกรุ่น เพื่อบริการทั้งเรื่องแผนที่ หรือตรวจเช็กสภาพรถในยามที่เจ้าของไม่อยู่ การสื่อสารทำให้เกิดช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น S-Commerce ขายของด้วยโซเชียลมีเดีย Facebook, LINE, Instagram เจ้าของร้านอาจจะไม่ต้องมีหน้าร้านแบบดั้งเดิมอีกแล้ว หรือแม้แต่อาจจะไม่ต้องมีเว็บไซต์ซั่งเปรียบเสมือนบ้านในโลกออนไลน์ของตัวเองด้วยซ้ำ

โอกาสของ “ปลาเร็ว” และ “ปลาใหญ่” ที่กล้าปรับตัว
ธุรกิจปัจจุบันมีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับ Startup เกิดขึ้นมากมาย และดูเหมือนจะเป็นคำฮิตของคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากเป็นเจ้านายตัวเอง Startup ทั้งหลายนี่แหละ ล่วนแล้วแต่เป็นผู้ผลักดัน Disruptive Technology หรือ Disruptive Innovation ให้กลายเป็นจริง เพราะเกิดจากการมองปัญหาที่มีในสังคมหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วหาโซลูชันเพื่อแก้ปัญหานั้น การที่เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ทำให้พร้อมที่จะเสี่ยงกับการพัฒนาสินค้าหรือบริการหนึ่งเฉพาะด้าน
ขณะที่องค์กรใหญ่เอง ก็ต้องเป็น “ปลาใหญ่” ที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว Amazon จากเดิมที่ขายหนังสือ ปัจจุบันกลายเป็นช่องทางการค้าที่ไม่จำกัดแค่หนังสืออีกแล้ว นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เช่น การส่งสินค้าด้วยโดรน หรือล่าสุดก็ทดลองขนส่งสินค้าทางอวกาศ ยังมีธุรกิจที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เช่น Amazon เป็นเจ้าของระบบคลาวด์ (Cloud System) ซึ่งตอนนี้เปิดให้องค์กรอื่นมาเช่าใช้ด้วย ซึ่งจุดกำเนิดของบริการนี้ก็คือ การที่ Amazon มีระบบหลังบ้านที่ใหญ่โต จนต้องเสียเงินกับบริการนี้อย่างมาก ดังนั้น Amazon จึงทำตัวเป็นปลาใหญ่ที่มีงบประมาณอยู่แล้ว ลงทุนพัฒนาระบบของตัวเองเพื่อรองรับการใช้งานภายในเอง รวมทั้งขายพื้นที่ให้กับทั้งองค์กรใหญ่ และผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งตอนนี้มีทั้งบริการอีเมล และฝากไฟล์แล้ว
ถ้าหากว่าคุณคือปลาเล็ก ต้องเป็น “ปลาเร็ว” แต่ถ้าหากว่าคุณคือ “ปลาใหญ่” ต้องปรับตัวให้เร็ว เพราะนี่คือยุคของ Disruptive Technology

Ref: Propertytoday
Info: marketeer, brandbuffet and positioningmag

ถนัดเรื่อง จิตวิทยาการลงทุน ศึกษาและวิจัยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

Leave a Reply