ที่ดินติดทะเล เผยวงศ์อมาตย์แพง 200ลบ.ต่อไร่

ที่ดินติดทะเล

ที่ดินติดทะเล หายากชี้ย่านวงศ์อมาตย์แพงสุด 200 ลบ./ไร่

Habitat” ระบุอสังหาฯเพื่อลงทุนในเมืองพัทยายังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก ปี 60เปิดตัว 5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชิมลางเป็นครั้งแรกของการเข้ามาทำตลาดกทม. ยันยังเน้นจับกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนในพัทยาเป็นหลัก พร้อมตั้งเป้ายอดขายโครงการเปิดใหม่ทุกโครงการไม่ต่ำกว่า 60- 80%

ที่ดินติดทะเล หายากชี้ย่านวงศ์อมาตย์แพงสุด 200 ลบ./ไร่

นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ เพื่อการลงทุนในพัทยายังมีช่องว่างอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม และการท่องเที่ยว เพราะจากการศึกษาพบว่าตลาดท่องเที่ยวในพัทยายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

โดยใน 10 เดือนแรกของปี 2559 มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยต่อเดือน 75% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดี นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ทั้งในและรอบๆพัทยา ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของเมืองพัทยา ทำให้การเดินทางเข้าสู่พัทยาสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น

อานิสงส์จากพัฒนาสาธารณูปโภคนี้ ส่งผลต่อการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นในอนาคตและมีการขยายจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนต่างๆทั้งในประเทศ กลุ่มเชนโรงแรมใหญ่ๆ และกลุ่มนักลงทุนจากจีน เริ่มหันเข้ามาลงทุนในพัทยามากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

พัทยาถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่ใกล้กทม. และรายล้อมไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐที่มีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีนักลงทุนเข้ามาที่พัทยาเป็นจำนวนมาก เพราะให้ผลตอบแทนด้านการลงทุนมากกว่าใน กทม. ส่งผลให้ปัจจุบันที่ดินติดทะเลหาได้ยากขึ้น

โดยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาที่ดินแปลงที่มีศักยภาพปรับราคาขึ้นไปสูงถึง 50% ปัจจุบันราคาที่ดินที่ติดทะเลย่านนาจอมเทียน มีราคาสูงตั้งแต่ 20-60 ล้านบาทต่อไร่ โดยทำเลแพงที่สุดยังคงเป็นย่านวงศ์อมาตย์ ราคาตั้งแต่ 150-200 ล้านบาทต่อไร่ ส่วนที่ดินฝั่งภูเขาจะมีตั้งแต่ 10 ล้านบาทต่อไร่

ส่วนแผนธุรกิจปี60 ทางบริษัทจะลงทุนพัฒนาโครงการใหม่รวม 5 โครงการมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งการลงทุนออกเป็น วิลล่า – คอนโดมิเนียมในเมืองพัทยาจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย

1.โครงการ “X2 Pattaya Oceanphere” (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) จำนวน 59 หลัง มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาทเศษ โดยจะพัฒนาเป็นพูลวิลล่า ตากอากาศพร้อมอยู่สไตล์ Modern Luxury Resort ตั้งอยู่บริเวณซอยนาจอมเทียน 56 บนที่ดิน 9 ไร่เศษ ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 138.5-267 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้น 9.79-15 ล้านบาท

2. จะพัฒนาเป็นโครงการคอนโดฯ ย่านนาจอมเทียน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 25-30 ตารางเมตร ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท

3.โครงการคอนโดฯย่านหาดวงศ์อมาตย์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 25-52 ตารางเมตร ราคา 4 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ อีก 2 โครงการจะเป็นการลงทุนในกทม. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทจะรุกเข้าไปทำตลาดใน กทม. ประกอบด้วยโครงการคอนโดฯ สูง 8 ชั้น ย่านถนนวิทยุ ใกล้โรงแรม Plaza Athenee ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1 ไร่คาดว่าราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อตารางเมตร หรือมีราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้น 6-12 ล้านบาทโดยจะมีมูลค่าโครงการรวมประมาณกว่า 300 ล้านบาท

อีก 1 โครงการจะอยู่ในย่านสุขุมวิท บริเวณพระโขนง-อ่อนนุช โดยมีพื้นที่พัฒนาโครงการประมาณ 1 ไร่เศษ โดยจะพัฒนาเป็นคอนโดฯขนาด 30-40ตารางเมตร ราคา 150,000-190,000 บาทต่อตารางเมตร หรือ มีราคาขายต่ออยู่นิต 5- 7 ล้านบาท จำนวน 100 ยูนิต มูลค่ารวมโครงการ 700 ล้านบาท

โดยจะเปิดขายในไตรมาส 3/2560 สำหรับโครงการทั้งหมดที่จะเปิดในปีนี้ บริษัทมีที่ดินรองรับทั้งหมดแล้ว โดยใช้งบในการซื้อมาทั้ง 5 แปลงเข้ามาประมาณ 500-600 ล้านบาท

สำหรับปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าจะผลักดันยอดขายโครงการ Best Western Premier BayPhere Pattaya (เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา) ที่เหลืออีก 40% ให้หมดภายในปีนี้ และวางเป้าการขายสำหรับโครงการที่เปิดใหม่ทุกโครงการในปี 2560 ให้ได้ถึง 60-80% ต่อโครงการ

คาดว่าทั้งปีจะมียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาท และรับรู้รายได้ 500 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มียอดขายที่ 1,000 ล้านบาท และรับรู้รายได้ที่ 400 ล้านบาท

และคาดว่าภายในระยะเวลา 3-5 ปี บริษัทฯจะมีรายได้จากการเช่า 30-40% และสัดส่วนที่เหลือจะเป็นรายได้จากการขาย ปัจจุบันที่มีรายได้จากการเช่า สัดส่วนไม่ถึง 10% จาก 1 โครงการคือ The Ville จอมเทียน พูลวิลล่า ที่ปิดการขายไป 100%แล้ว

นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท จะเน้นความชัดเจนในการลงทุน คือ ไม่เข้าไปพัฒนาในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแต่จะเน้นทำตลาดที่มีความแตกต่าง เพราะหากมีที่ดินที่มีศักยภาพอยู่ในมือ แล้วไม่ได้นำมาพัฒนาก็สามารถปล่อยขายทำกำไรได้ ดังนั้นการพัฒนาโครงการจะต้องมีจุดขายที่ชัดเจน คือ เน้นโครงการคอนโดฯและวิลล่าเพื่อปล่อยเช่าเป็นหลัก หรือหากมีการพัฒนาเป็นโครงการก็ต้องเป็นสินค้าที่มีดีไซน์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า

ทั้งนี้ ทุกโครงการที่บริษัทฯลงทุนจะมีการสร้างแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง และทุกโครงการจะได้รับการันตีผลตอบแทน 7%ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยตั้งแต่ปีที่ 6 จะแบ่งผลกำไร 60% ให้กับเจ้าของห้อง ส่วนเจ้าของห้องพักจะได้รับสิทธิ์พักฟรี 14 วันใน 1 ปี โดยแบ่งเป็น 10 วัน สำหรับวันจันทร์-พฤหัส และ 4 วัน สำหรับศุกร์-อาทิตย์ ยกเว้นช่วงไฮซีซั่นส์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Ref: Propertytoday
Info: DD Property

มุมมองแบบ Realistic ไม่เพ้อฝัน ..การเงิน-การลงทุน โอกาสได้-เสีย กล้าพูด ไม่เชียร์เกินจริง อสังหาฯ แนวราบ-แนวสูง จะดีหรือไม่ ตอบโจทย์อย่างไร อยู่เองหรือลงทุน …NightView กล้าบอกให้ผู้อ่านทราบความจริง

Leave a Reply

ปิดโหมดสีเทา