เตรียมวางแผนลดหย่อน คืนภาษี 2559 ฉบับมนุษย์เงินเดือน

วางแผนลดหย่อน คืนภาษี 2559

สำหรับมนุษย์เงินเดือนเพราะว่า สรรพากรเตรียมปรับแนวทางการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน สรรพากรปรับค่าลดหย่อนคืนภาษี กว่า 20 รายการ หลังจากมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ กำลังบ่นกับการทำงานของสรรพากรที่ผ่านมารอบล่าสุด คืนภาษี 2559

วางแผนการ คืนภาษี 2559

ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด เพราะว่าแหล่งที่มาของรายได้นั้นชัดเจน ตรงไปตรามา เสียภาษีตามขั้นบันไดตั้งแต่ 0% เมื่อมีเงินได้ไม่เกิน 150,000 บาท (ต่อปี) จนถึงขั้นบนสุด 35% เมื่อมีรายได้เกินกว่า 4,000,000 บาท แถมนายจ้างใจดีกลัวเราปวดหัว เลยได้ทำการทยอยหักเงินภาษีเข้ารัฐโดยเราอาจไม่รู้ล่วงหน้าว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการหัก หน้าที่พลเมืองชั้นดีอย่างเราจึงต้องคอยสืบเสาะหาทางลดหย่อนกันเอาเองตามอัธยาศัย

ประหยัดภาษีกันอย่างไรได้ คืนภาษี 2559

สมัยเป็นมนุษย์เงินเดือน ผู้เขียนเคยเสียภาษีสูงสุดเป็นเงิน XXXXXX บาท นี่ขนาดใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนเต็มอัตราศึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบุพการี เงินบริจาค กองทุนรวมทั้ง LTF, RMF, ประกันชีวิต และอื่นๆ อีกมากมายเท่าที่พอจะเสาะแสวงมาลดหย่อนได้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาทำความเข้าใจกันให้มากเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ปีละไม่ใช่น้อย

เคยมีอยู่ปีนึงที่อาจหาญขอเงินคืนภาษีเป็นหลัก XXXXX บาท งานนี้กรมสรรพากรถึงขั้นต้องขอพิสูจน์หลักฐานกันเลยทีเดียว ทำอย่างไรจึงจะได้เงินคืนภาษีด้วยการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หรือว่าเสียภาษีให้สมเหตุสมผลที่สุด ที่นี่มีคำตอบค่ะ

1. ลดหย่อนตนเองและครอบครัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท
เป็นการลดหย่อนที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินทุกคนสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวนโดยไม่มีเงื่อนไข ข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดใดๆ

ค่าลดหย่อนคู่สมรส 30,000 บาท
มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการใช้สิทธิลดหย่อนคู่สมรส โดยคู่สมรสนอกจากจะต้องจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็ยังจะต้องยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่าคู่สมรสจะต้องนำรายได้มาคำนวณภาษีร่วมกัน หรืออีกกรณีหนึ่งคือคู่สมรสไม่มีรายได้ระหว่างปีภาษี

ค่าลดหย่อนบิดามารดา 30,000 บาท/คน
ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและรวมไปถึงค่าเลี้ยงดูบิดามารดาของคู่สมรสได้ คนละ 30,000 บาท หรือสูงสุด 120,000 กรณีดูแลทั้งบิดามารดาตนเองและคู่สมรสด้วย โดยกำหนดเงื่อนไขการลดหย่อนว่า บิดามารดาจะต้องอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี บิดาหรือมารดาหนึ่งคนจะมีลูกใช้สิทธิลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้เพียงคนเดียว และต้องออกหนังสือรับรองว่าลูกคนใดเป็นผู้เลี้ยงดูจึงจะลดหย่อนได้

ค่าลดหย่อนบุตร และค่าการศึกษาบุตร 17,000 บาท/คน
ในจำนวนค่าลดหย่อน 17,000 บาทนี้ แบ่งเป็นการลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 15,000 บาท และการลดหย่อนค่าการศึกษาบุตรอีกคนละ 2,000 บาท

การลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตรนี้จะสามารถลดหย่อนบุตรได้สูงสุด 3 คน โดยต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าจะเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ อายุของบุตรนั้นจะต้องไม่เกิน 20 ปี หากอายุ 21-25 ปี จะต้องศึกษาในระดับ ปวส. ขึ้นไป และบุตรจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี

ส่วนการลดหย่อนค่าการศึกษาบุตรนั้น มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นการศึกษาภายในประเทศ กับสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองหลักสูตรจากภาครัฐ โดยสามารถลดหย่อนได้ตั้งแต่การศึกษาระดับชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับปริญญาเอก

ค่าลดหย่อนผู้พิการ หรือทุพพลภาพ 60,000 บาท/คน
การอุปการะหรือเลี้ยงดูคนพิการตามกฎหมายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งหมายถึงคนพิการที่ขึ้นทะเบียนและมีบัตรประจำตัวคนพิการแล้ว ผู้มีเงินได้จึงจะมีสิทธิลดหล่อยภาษีได้ 60,000 ต่อคนพิการ 1 คน และมีเงื่อนไขว่าบุคคลพิการจะต้องมีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาทอีกด้วย

2. ดอกเบี้ยบ้าน เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา

ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 100,000 บาท
ผู้มีเงินได้ที่ขอสินเชื่อเพื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัยสามารถนำดอกเบี้ยมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หากเป็นการกู้ร่วมก็แบ่งส่วนไปยังผู้กู้แต่ละคนเท่าๆ กัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นมีเงื่อนไขคือจะต้องเป็นการกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศ เป็นการกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง และใช้หลักทรัพย์ที่ซื้อนั้นเป็นหลักประกันในการกู้ และต้องมีการอยู่อาศัยภายในหลักทรัพย์นั้นด้วย

เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป 100,000 บาท
เบี้ยประกันที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปนั้นจะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาท แต่ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้จะลดหย่อนได้ 10,000 บาท นอกจากนี้มีเงื่อนไขว่าประกันชีวิตจะต้องมีระยะเวลาเอาประกันมากกว่า 10 ปีขึ้นไป และบริษัทรับประกันต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย หากเป็นการประกันที่มีผลตอบแทนจากเบี้ยประกันสะสมจะต้องตอบแทนในอัตราไม่เกิน 20% และการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ เบี้ยประกันส่วนเพิ่มเติมจะไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา 15,000 บาท
ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดามาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท ถ้าผู้มีเงินได้เป็นลูกหลายคนสามารถแบ่งหักลดหย่อนได้เท่าๆ กัน แต่ทั้งนี้บิดามารดาจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

3. ประกันชีวิตบำนาญสงเคราะห์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน 500,000 บาท

สิทธิลดหย่อนภาษีในกลุ่มที่ 3 นี้ประกอบไปด้วย 5 รายการหลัก ได้แก่ ประกันชีวิตแบบบำนาญสงเคราะห์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งในแต่ละรายการจะมีเงื่อนไข และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ที่กำหนดสัดส่วนและจำนวนเงินสูงสุดที่จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่อย่างไรก็ตามทุกๆ รายการนั้นเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วจะสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท

ประกันชีวิตบำนาญสงเคราะห์ 200,000 บาท
การประกันชีวิตแบบบำนาญสงเคราะห์นั้นเป็นการประกันอีกประเภทหนึ่งที่สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ แต่จะต้องไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีระยะเวลาเอาประกันตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การจ่ายผลตอบแทนถ้าหากมีจะต้องให้หลังจากอายุ 55 ขึ้นไปแล้ว และจ่ายต่อเนื่องจนอายุเกินกว่า 85 ปี ยกเว้นแต่การจ่ายในกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) / กองทุนครูโรงเรียนเอกชน 500,000 บาท
เงินที่ผู้มีเงินได้ส่งเข้าสะสมในสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนนั้นสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 500,000 บาท

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 500,000 บาท
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF: Retirement Mutual Fund) นั้นสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท

4. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว กองทุนประกันสังคม

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) 500,000 บาท
หากผู้มีเงินได้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund) ในปีภาษีก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ แต่จำกัดว่าต้องไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนก็จะได้รับการยกเว้นภาษี

กองทุนประกันสังคม 9,000 บาท
ในแต่ละเดือนผู้ประกันตนจะส่งเงินเข้าสมทบกองทุนประกันสังคมโดยหักออกจากเงินเดือน 5% จากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 ซึ่งมีคิดรวมเงินที่จ่ายไปทั้งปีจะเทียบเท่ากับจำนวนเงิน 9,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 9,000 บาท

5. ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว บริจาคเพื่อการศึกษา และบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์

การบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ เท่ากับเงินที่จ่ายจริง
เงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์นั้นสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งปี

การบริจาคเพื่อการศึกษา 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง
เงินบริจาคเพื่อการศึกษานั้นสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งปี

ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว 15,000 บาท
ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็คือจะต้องการค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น ได้แก่ ค่าบริษัทนำเที่ยว การซื้อแพคเกจทัวร์ การใช้บริการไกด์ ค่าที่พักในสถานประกอบการ โรงแรม โดยต้องยื่นแสดงหลักฐานคือ ใบเสร็จที่ระบุชื่อผู้ชำระเงิน จำนวนเงิน วันที่ชำระเงิน และรายละเอียดของผู้รับชำระเงินอย่างชัดเจน

Web

คนไทย 66 ล้านคน เสียภาษีแค่ 3.25 ล้านคน

หากดูจากฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2555 ของกรมสรรพากร พบว่า คนไทยทั้งประเทศมี 66 ล้านคน มายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ 91 ประมาณ 9.79 ล้านคน ไม่มายื่นแบบฯ 56.21 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชรา พระ นักบวช คนพิการ และแรงงานนอกระบบ

ในจำนวนคนที่มายื่นแบบฯ กับกรมสรรพากรทั้งหมด 9.79 ล้านคน ได้รับยกเว้นภาษีเพราะรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปีจำนวน 6.54 ล้านคน เหลือคนที่มายื่นแบบและจ่ายภาษี 3.25 ล้านคน เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากร 197,881 ล้านบาท ดังนั้นกล่าวโดยสรุปได้ว่าคนไทยทั้งประเทศ 66 ล้านคน เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรจำนวน 3.25 ล้านคน

อย่างไรก็ตามถ้านำข้อมูลผู้เสียเงินได้บุคคลธรรมดา 3.25 ล้านคนมาวิเคราะห์ พบว่า กลุ่มผู้เสียภาษีรายใหญ่ของกรมสรรพากร คือ กลุ่มคนที่มีรายได้สุทธิเกิน 4 ล้านบาทต่อปี มีจำนวน 24,709 คน จ่ายภาษีให้กรมสรรพากร 69,414 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35.08% ของยอดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือจ่ายภาษีเฉลี่ยคนละ 2.81 ล้านบาทต่อปี

บทความที่เกี่วข้อง
ประกันชีวิต2559 อย่ารู้แค่ว่ามีแล้ว แต่ควรรู้ว่าต้องมีเท่าไหร่
เตรียมตัวยื่นภาษี ปี2558 แนะลดหย่อนภาษีคืน มากที่สุด

Ref: Propertytoday

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

4 Comments

  1. ปริญญา January 22, 2016
    • s.benjarong January 25, 2016
  2. Gof October 5, 2016
  3. Rompiya Teansantia November 24, 2016

Leave a Reply