มองให้ลึก ลงทุนหุ้นธนาคาร อะไรดี?

มองให้ลึกลงทุนหุ้นธนาคาร

มีคำถามเข้ามามากช่วงนี้ว่าถ้าไม่เสี่ยงที่จะลงทุนอสังหาฯ เพราะความผันผวนของตลาดและตลาดอสังหาฯอยู่ในช่วงขาลง ถ้าจะตอบให้หายสงสัยก็คงไม่พ้นกลับมา ลงทุนหุ้นธนาคาร เพิ่มในตลาดหลักทรัพย์โดยคงไม่พ้นกลุ่มนี้แล้วทีนี้เราจะมีวิธีเลือกบทความนี้มีคำตอบ…

ประวัติศาสตร์การเงินไทยจะต้องจดบันทึกอีกครั้ง เพราะว่าปี 2558 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการเงิน เมื่อธนาคารกำลังก้าวพ้นจาก “ยุคเสือนอนกิน” เข้าสู่การแข่งขันในยุคดิจิทัลที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นเดิมพัน วันนี้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าธนาคารที่ปรับตัวไม่ทันอาจจะต้องสิ้นชื่อ…

ผลประกอบการในปี 2558 ที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศออกมานั้น สะท้อนอย่างชัดเจนถึงภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการก้าวสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจไทย หรือที่เรียกกันว่า New Normal
New Normal นี้ ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตลดลงจาก 6-7% เหลือเพียง 3% เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์และภาคการเงินไทย นั่นคือ โอกาสที่จะเห็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเติบโตในระดับ 15-20% เหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นเกิดได้ยากมาก

การประกาศอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในปี 2559 ของธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่ง สะท้อนภาพเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า “ปี 2559 GDP ของประเทศไทยจะเติบโตที่ระดับ 3% ซึ่งส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์เติบโตได้ที่ 4-6%” ซึ่งญนน์ ยอมรับว่า “การเติบโตในระดับ 6% นั้นสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ก้าวสู่ New Normal ขณะที่โอกาสที่รายได้ของธนาคารจะกลับมาเติบโตถึง 10-15% จะยังไม่เกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า”
สอดคล้องกับความเห็นของธนาคารกสิกรไทย ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า สินเชื่อของธนาคารน่าจะขยายตัวได้ที่ประมาณ 6-7% บนพื้นฐานที่เศรษฐกิจเติบโตได้ที่ 3% และโอกาสที่สินเชื่อจะกลับไปขยายตัวในระดับ 10% นั้นเป็นไปยาก โดยเฉพาะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่รายงานเรื่อง “สินเชื่อปีวอกเติบโตดีขึ้น…ฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาครัฐและการส่งออก”ไว้ว่า แนวโน้มสินเชื่อในปี 2559 ของระบบธนาคารพาณิชย์จะเติบโตที่ระดับ 4-6% ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตเพียง 4-6% จากที่เคยเติบโต 15% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ลงทุนหุ้นธนาคาร2559

NPL ดึงกำไรลด
นอกจากการขยายตัวของสินเชื่อที่มีแนวโน้มลดลงในช่วง 12 เดือนข้างหน้าแล้ว แนวโน้มกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ยังยืนอยู่บนความไม่แน่นอน จากปัญหานี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารหลายแห่งต้องตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

มุมมองของนายธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งเชื่อว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปี 2558 และค่อยๆฟื้นตัวในปี 2559 แต่แนวโน้มของ NPL จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป โดย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธ.ทหารไทย(TMB)เชื่อว่าแม้เศรษฐกิจในปี 2559 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่แนวโน้มหนี้ของ NPL จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีก 12-18 เดือน ทำให้ธนาคารยังต้องตั้งสำรองหนี้เสียต่อเนื่องจากปี 2558

การตั้งสำรองในระดับที่สูงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้กลุ่มธนาคารมีความน่าสนใจลดลงอย่างมากในแง่ของการลงทุน อย่างไรก็ตาม “การตั้งสำรองในระดับที่สูงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ถ้าดิจิตอลแบงกิ้งเป็นอนาคตของธนาคาร Fintech Startups ก็อาจจะเป็นภักคุกคามที่น่ากลัวที่สุด

นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งยังเชื่อว่า กลุ่มธนาคารจะมีแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นผลจากการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซียไซรัส ให้มุมมองการลงทุนกลุ่มธนาคารไว้ที่ระดับกลาง(Neutral) โดยคาดว่า กลุ่มธนาคารผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว และจะกลับมาน่าสนใจในครึ่งหลังของปี 2016 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐโดยฟินันเซียไซรัส มองว่า กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะกลับมาเติบโตอีกครั้งที่ 6.5%
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่าธนาคารจะเติบโตได้ค่อนข้างจำกัดในปี 2016 จากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของนักลงทุนได้
สิ้นยุคเสือนอนกิน

ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้มุมมองว่า ธนาคารของไทยได้ผ่านพ้นยุคของการเติบโตสูงในประเทศไปแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคของ New Normal ที่ยากจะกลับมาเติบโต 6-7% เหมือนเดิม ธนาคารกสิกรไทยเองจึงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปในอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่องให้กับธุรกิจ
มุมมองนี้สอดคล้องกับผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มองว่า จากนี้ธนาคารต้องปรับลดการขยายตัวของธนาคารให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวไปอีก 3-4 ปี

ภายใต้การขยายตัวอย่างจำกัดของเศรษฐกิจไทย ธนาคารที่มีความพร้อมจึงออกไปแสวงหาการเติบโตในอาเซียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะคงอัตราการเติบโตในอาเซียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะคงอัตราการเติบโตในระดับที่ต้องการไว้ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระยะแรกของการขยายสาขาไม่ได้ช่วยเพิ่มการเติบโตให้กับธุรกิจ

“อาเซียนจะเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของธนาคารในช่วงต่อจากนี้” ธีรนันท์ ศรีหงส์ ฟันธง
ขณะที่เทคโนโลยีจะเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามที่ธนาคารต้องให้ความสำคัญ การเติบโตของ Mobile Banking จาก 20,000 ทรานเซ็คชันต่อวันแน 50,000 ทรานเซ็กชันต่อวัน เป็นสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปและธนาคารจะอยู่เฉยไม่ได้”
การเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ทำให้ธนาคารทุกแห่งตื่นตัวในการพัฒนา ดิจิตอลแบงกิ้ง และโมบายแบงกิ้ง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคาม ธนาคารที่พัฒนาได้เร็วจะมีโอกาสนั่งเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคได้ ซึ่งตามกฏของการตลาดแล้วโอกาสมีให้เฉพาะผู้ที่พร้อม 3 อันดับแรกเท่านั้น

TMB เป็นหนึ่งในธนาคารที่ประกาศชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับดิจิตอลแบงกิ้งในปีนี้ ด้วยแนวคิดในการพัฒนาโดยใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่บุญทักษ์เชื่อว่า สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ด้วยการธุรกรรมด้วยตัวเองจากทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน SME mobile app และ ME mobile app

เช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่มองว่าเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของธนาคารในอนาคต ทั้งดิจิตอลแบงกิ้งและโมบายแบงกิ้ง ไทยพาณิชย์จึงทุ่มเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาแผนงานด้านดิจิตอลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ที่ผ่านมาธนาคารมีรายได้หลักจาก 2 ส่วน นั่นคือ รายได้จากการกินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย(NIM) และรายได้จากค่าธรรมเนียม(FEE) ซึ่งรายได้จากธรรมเนียมเป็นรายได้สำคัญของธนาคารในช่วงหลายปีหลัง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังเปิดช่องให้ทุกธุรกิจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเช่น “True Money” ของค่าย Truemove และ “แจ๋ว” ของ DTAC หรือบริการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส และร้านค้าโมเดิร์นเทรด ตลอดจนถึงตัวกลางทางการเงินใหม่ๆที่เกิดจาก Fintech Startups เช่น Paypal,mPay และ LINE pay ตัวกลางเหล่านี้กำลังแย่งชิงเค้กของธนาคารอย่างรวดเร็ว หลายธนาคารจึงต้องตื่นตัวมาให้ความสนใจกับ Fintech Startups อย่างจริงจัง

ถ้าดิจิตอลแบงกิ้งเป็นอนาคตของธนาคาร Fintech Startups ก็อาจจะเป็นภักคุกคามที่น่ากลัวที่สุด ที่ผ่านมาแม้ดิจิตอลเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาขึ้นที่ซิลิกอนวัลเล่ย์แต่ผลที่เกิดขึ้นกระทบไปทั่วโลก Fintech Startups มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน หากพลาดพลั้งเพียงชั่วกระพริบตา อาจหมายถึงความเสียหายของธนาคารอย่างประเมินค่าไม่ได้

FINTECH ภัยคุกคามธนาคาร
Fintech คือการผสมระหว่างคำว่า Finance กับคำว่า Technology หรือ การใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจการเงิน การธนาคาร และการลงทุน
แนวคิดของ Fintech คือการมองโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้วใช้เทคโนโลยีเป็นตัวกลางในการแมทซิ่งดีมานด์และซัพพลายจนเกิดเป็นธุรกิจใหม่

การเกิดขึ้นของ Paypal หรือ Amazon ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนรูปแบบการซื้อสินค้าและการชำระเงิน กระทบกับภาคธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการเงิน ธุรกิจขนส่ง และอีกหลากหลายธุรกิจ Fintech จึงเป็น Mega Impact ที่มองข้ามไม่ได้
ปัจจุบันบริษัทชั้นนำหลายแห่งเลือกลงทุนกับ Fintech เพื่อ Startups ธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ บริษัท Startups เหล่านี้กำลังเบ่งบานอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นภัยคุกคามของทุกธุรกิจในโลก

ธีรนันท์ บิ๊กบอสธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภัยคุกคามจาก Fintech Startups นั้นอาจจะกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจธนาคารได้ สอดคล้องกับความเห็นของผู้บริหาร JP Morgan ธนาคารชั้นนำของโลกที่ให้ความเห็นว่า คู่แข่งที่น่ากลัวของ JP Morgan ไม่ใช่บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทขนาดเล็กที่เรียกว่า Fintech Startups บริษัท เหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในซิลิกอนวัลเลย์ และจะเป็นภัยคุกคามของภาคการเงินต่อไปในอนาคต
ภัยคุกคามของ Fintech Startups เป็นประเด็นที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ 2 ธนาคารใหญ่อย่างกสิกรไทยและไทยพาณิชย์

ญนน์ ให้มุมมองว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์มีแผนในการตั้งบริษัทลูกเพื่อค้นหา Fintech Startups ด้วยงบประมาณปีละกว่า 500 ล้านบาท หรือ 1-1.5% ของกำไรในแต่ละปี5-10 ปีต่อจากนี้ ธุรกิจการเงินจะเปลี่ยนแปลงมหาศาล แม้ Old Platform จะยังอยู่ได้ในวันนี้แต่สำหรับในอนาคตนั้นไม่แน่เสียแล้ว”

ในมุมของธนาคารกสิกรไทยนั้น ธนาคารได้แยกส่วนงานไอทีของธนาคารและทีมงานจากไอบีเอ็ม รวมแล้วประมาณ 600 คนออกมาเป็น Business-Technology Group พร้อมตั้งบริษัทลูก 5 แห่ง โดยมี ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นประธานซึ่งหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นหน่วยงานบ่มเพาะ Fintech Startups ของธนาคาร โดยมีเป้าหมายในการดึงนักพัฒนารุ่นใหม่เข้ามาร่วมด้วย

เดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยจะเดินทางไปซิลิกอนวัลเลย์เพื่อพูดคุยกับกลุ่มคนไทยกลุ่มใหญ่ ถึงแนวคิดในการทำ Fintech Startups และดึงคนกลุ่มนี้มา Startups ธุรกิจในประเทศไทย โดยกสิกรไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบการเงินแห่งอนาคต

จากนี้ธนาคารต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและรายะยาว ทั้งผลประกอบการที่ไม่ดี และภัยคุกคามอย่าง Fintech Startups แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ธนาคารจะต้องฟันฝ่า แต่เหนือสวิ่งอื่นใดคือ ภาพของธุรกิจธนาคารวันนี้ไม่ได้หอมหวานเหมือนช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว

7 ประเภทของ Fintech Startups
1. การประเมินและวิเคราะห์สินเชื่อ
2. การรายงานการเงินและการจ่ายชำระเงิน
3. การบริหารสินทรัพย์และการลงทุนส่วนบุคคล
4. การโอนเงินระหว่างประเทศ
5. การจัดการสกุลเงินดิจิทัล
6. การวิเคราะห์ สร้างตัวแบบทางการเงินและระบบความปลอดภัยทางการเงิน
7. การระดมทุน โดยการเสนอหุ้นตอบแทนแก่ผู้ลงทุน

มองตลาดหุ้นไทย ลงทุนหุ้นธนาคาร อะไรดี?

จากการศึกษาผลกระทบทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยภายนอกประเทศพบว่า หุ้นธนาคารใหญ่ 3 ลำดับ ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดโดยที่สามารถ แบ่งได้ตามความแข็งแกร่งของธนาคาร อันดับ1 ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ตามมาด้วยอันดับสองธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) และ ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ตามลำดับโดยที่ ฐานะทางการเงินระหว่าง BBL กับ SCB จะใกล้เคียงกัน ส่วน KBANK เองต้องมาดูปัจจัยสำคัญของสินเชื่อ NPL ของกลุ่ม SME ที่ยังได้ทยอยปิดตัว เราคงต้องมารอดูผลประกอบการในช่วงกลางปีว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรต่อไป

REF: Propertytoday
INFO: CMU, การเงินการธนาคาร

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply