ศึกษา กองทุนทรัสต์ของครอบครัว แนวทาง “จาง ปี๋ ซื่อ”

กองทุนทรัสต์ของครอบครัว -cover

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใส่ใจมากนักเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนและการโอนทรัพย์สินมรดก อาจเนื่องมาจากคนเรามักคิดว่าตนเองจะมีชีวิตยืนยาวต่อไป หรืออาจเป็นเพราะเรามัวแต่ใช้เวลายุ่งวุ่นวายกับการสะสมความมั่งคั่ง การวางแผนการลงทุนส่วนตัวหรือสำหรับครอบครัว กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ โครงสร้าง หรือการถือครองล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจครอบครัวหรือสำหรับนักลงทุนข้ามชาติซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศในตลาดการลงทุนต่างประเทศทั่วโลก กองทุนทรัสต์ของครอบครัว เป็นโครงสร้างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนและถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศ ศึกษา 10 กองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2558

พินัยกรรมของจาง ปี๋ ชื่อบุคคลที่ถูกขนานนามว่า Rockefeller of the East

“ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณควรเดินฉีกไปเส้นทางใหม่ๆมากกว่าจะเดินไปบนเส้นทางเดิมๆที่คนทั่วไปเห็นว่าคือความสำเร็จ”

Rockefeller of the East หมายความว่าอย่างไร? ถ้า John D.Rockefeller คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 20 จาง ปี๋ ชื่อก็คือ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “จาง ปี๋ ชื่อ” ก็คือ คนที่มีฐานะดีขนาดนั้นในยุคสมัยนั้นเขามีแนวคิดในวิธีจัดการมรดกของเขาอย่างไร?

ผมได้รู้จักกับคุณ “จาง ปี๋ ชื่อ” โดยบังเอิญ ไม่ใช่ว่าจะเดินชนกัน แต่ผมเข้าไปเยี่ยมบ้านคุณจาง ในระหว่างที่ผมเดินทอดน่องอยู่ในย่าน Georgetown ซึ่งเป็นส่วนเมืองเก่าของปีนัง ซึ่งมี “Blue Mansion” หรือ “คฤหาสน์สีฟ้า” ของเขาเป็นจุดท่องเที่ยวที่ผู้คนมักแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และในคฤหาสน์สีฟ้าที่ก่อสร้างแบบจีนนั้นเองที่ผมได้พบกับ “พินัยกรรม” ของคหบดีท่านนี้เข้า

“พินัยกรรม” ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ” ไม่ใช่ “ลอกต่อ”และใช้เครื่องมิสมัยใหม่ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

พินัยกรรมจำนวน 9 หน้าที่มีอายุกว่าร้อยปีนั้นได้ระบุการจัดสรรทรัพย์สมบัติของเขาไว้อย่างละเอียด สะท้อนถึงแนวคิดของการส่งมอบมรดกจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งภายใต้วัฒนธรรมจีนแบบเข้มข้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งผมได้สรุปประเด็นสำคัญของพินัยกรรมฉบับนี้แบ่งตาม “โครงสร้าง 4 ส่วน”มาให้เราได้อ่านกัน ดังนี้

  1. ทรัพย์ (Assets)

ในส่วนแรกของพินัยกรรมจะกำหนด “ขอบเขต” ของทรัพย์สินที่เป็นมรดก ได้แก่(1) ประเภทของทรัพย์สิน (2) ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สินนั้นๆและ(3)ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต

  • ประเภทของทรัพย์สิน-พินัยกรรมของจางปี๋ชื่อได้แบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดออกเป็น 3 ประเภท คือ

-สังหาริมทรัพย์(ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้)

-อสังหาริมทรัพย์(ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้) เช่น บ้านสิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน

-หุ้นของบริษัทจำกัด(Limited companies)

 

  • ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สิน-พินัยกรรมระบุถึงประเทศ(หรืออาณานิคมในสมัยนั้น)ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

ในพินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่ได้ระบุรายการของทรัพย์สินไว้(เนื่องว่าอาจจะมีจำนวนมาก)แต่เขียนครอบคลุมโดยใช้คำว่า “ทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็น ‘ของผม’ ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในบริษัทจำกัดทั้งหมดที่ตั้งอยู่ที่….”

(3)ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต-พินัยกรรมระบุถึงทรัพย์สินที่ถูกขายออกไป(โดยละเอียด)หรือเงินสดที่ถูกใช้เพื่อจ่ายหนี้สินที่ยังคงเหลืออยู่เมื่อเขาเสียชีวิตและการจัดพิธีศพให้หับตัวเขา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการ “พิสูจน์พินัยกรรมโดยศาล” โดยกำหนดให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการขายทรัพย์สินของเขา

  1. ทรัสต์(Trust)

พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อได้ใช้ ทรัสต์หรือ กองทุนทรัสต์ของครอบครัว เป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพย์ที่เป็นมรดก โดยคุณจางได้แบ่งทรัพย์สินของเขาในทรัสต์ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • บ้านของครอบครัว กำหนดให้บ้านเลขที่ 14 บนถนน Leith(คฤหาสน์สีฟ้า)และข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งที่อยู่ในและนอกบ้านเป็นทรัพย์ที่สมาชิกครอบครัวที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมมีสิทธิใช้สอยได้ โดยที่

-หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดแย้งระหว่างผู้มีสิทธิอยู่อาศัยใน “บ้านของครอบครัว”และการอยู่ร่วมกันต่อไปไม่เป็นที่พึงปรารถนาของครอบครัว ก็ให้ “ผู้ดูแลทรัสต์” เป็นคนตัดสินว่าใครจะได้อยู่ต่อและใครจะต้องออกจากบ้านไป

-ทรัสต์จะออกค่าใช้จ่ายของบ้านซึ่งรวมถึง ค่าซ่อมแซม ทาสี ทำความสะอาด ไฟส่องสว่าง ค่าแรงคนใช้ ค่าน้ำ แต่ไม่รวมค่าอาหาร-เครื่องดื่ม เสื้อผ้า หรือยานพาหนะ(สมัยนั้นเป็นม้าและรถลาก)ของสมาชิกที่อยู่อาศัยในบ้าน

(2)  เงินเดือน ของสมาชิกครอบครัวจากกองทรัสต์

-ผู้มีสิทธิได้รับเงินเดือน ได้แก่ ภรรยาของ จาง ปี๋ ชื่อ หรือในกรณีที่ภรรยาเสียชีวิตหมดแล้ว ก็ให้เงินเดือนนั้นแก่บุตรสาว หรือหลานสาว หรือภรรยาของบุตรหรือภรรยาของหลานชายที่ผู้ดูแลทรัสต์เห็นว่าเหมาะสมที่สุดไม่เกิน 250 ดอลลาร์/เดือน

(3) เงินปันผลรายปี ซึ่งเป็นดอกผลของการนำทรัพย์สินไปลงทุน

-ให้อำนาจผู้ดูแลทรัสต์ตัดสินใจในการลงทุนตามที่เห็นว่าเหมาะสม

-ให้นำดอกผลจากทรัสต์และเงินสดเท่านั้นมาลงทุน

-หากเป็นอสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาปล่อยให้เช่าได้

-ให้กระจายการลงทุนไปในหลายๆประเภท

-ให้นำดอกผลทั้งหมดที่ได้รับจากการลงทุนในแต่ละปี(Annual Income) แบ่งออกเป็นส่วนๆดังนี้

ภรรยา                                                                1 ส่วน

ภรรยาน้อย                                                        1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 1                                                   1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 2                                                   1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 3                                                   1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 4                                                   1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 5                                              2 ส่วน

หลานชายคนที่ 1                                               1 ส่วน

ลูกผู้หญิงคนที่ 1                                                1 ส่วน

ลูกผู้ชาย ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่                  2 ส่วน

          พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น

 

ลูกผู้หญิง ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรม            1 ส่วน

ฉบับนี้จัดทำขึ้น

หมายเหตุ *ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต

-หากลูกชายหรือหลานชายที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลข้างต้นเสียชีวิต ลูกชายของพวกเขาจะได้รับเงินปันผลรายปีในส่วนของบิดาของพวกเขา (ถ้ามีมากกว่า 1 คน ให้แบ่งระหว่างพี่น้องผู้ชายเท่าๆกัน)

-หากภรรยา ภรรยาน้อย หรือลูกสาวแต่งงานออกไปพวกเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลรายปีอีกต่อไป

“ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณควรเดินฉีกไปเส้นทางใหม่ๆมากกว่าจะเดินไปบนเส้นทางเดิมๆที่คนทั่วไปเห็นว่าคือความสำเร็จ”

เมื่อกองทรัสต์หมดอายุ ให้ผู้ดูแลทรัสต์สามารถแปลงทรัพย์ทั้งหมดในกองทรัสต์ให้เป็นเงินสดแล้วแบ่งให้สมาชิกตามสัดส่วน ดังนี้

ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของลูกชายคนที่ 1                                                      1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของลูกชายคนที่ 2                                                      1 ส่วน

          ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของลูกชายคนที่ 3                                                                  1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของลูกชายคนที่ 4                                                      1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของลูกชายคนที่ 5                                                    2 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่ป็นชายของหลานชายคนที่ 1                                                   1 ส่วน

ลูกผู้ชายของจาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น                 2 ส่วน

          หมายเหตุ * ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต

-การจัดสรรส่วนแบ่งข้างต้นจะให้เป็นสายครอบครัว ไม่ใช่ให้ตัวบุคคล ดังนั้น ผู้สืบสกุลที่เป็นชายในแต่ละสายให้แบ่งเงินที่ได้รับจัดสรรเท่าๆกัน

-ลูกสาวของเขา รวมถึงบุตรและบุตรีของลูกสาวนั้นจะไม่ได้รับจัดสรรส่วนบ่งข้างต้น

3.ผู้ดูแลทรัสต์ (Trustees)

ในส่วนที่ 3 นั้นเกี่ยวกับ “ผู้ดูแลทรัสต์” ซึ่ง จาง ปี๋ ชื่อ ได้แต่งตั้งบุคคล 2 คนให้เป็นผู้ดูแลทรัสต์เมื่อเขาจากไป โดยมีลักษณะสำคัญอื่นๆ ดังนี้

  • ให้มีผู้ดูแลทรัสต์ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นหลานของเขา
  • อำนาจหน้าที่ของผู้ดูแลทรัสต์ ทำหน้าที่บริหารทรัสต์ให้เป็นไปตามที่พินัยกรรมกำหนด เป็นคนกลางตัดสินปัญหาระหว่างสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านสีฟ้า และบริหารการลงทุนทรัพย์สินในทรัสต์
  • กำหนดค่าตอบแทน แก่ผู้ดูแลทรัสต์

-เงินก้อนจำนวน  10,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ดูแลทรัสต์แต่ละคน(Lum Sum เป็นเงินก้อนจ่ายครั้งเดียว)

-ค่าคอมมิสชั่น 5% จากค่าเช่าและรายได้อื่นๆตลอดเวลาในขณะที่ยังทำหน้าที่ผู้ดูแลทรัสต์อยู่(แบ่งกันระหว่างผู้ดูแลทรัสต์ทั้งสอง)

-หากเหลือผู้ดูแลทรัสต์เพียงคนเดียว คนๆนั้นจะได้ค่าคอมมิสชั่นไปทั้งหมด

(4)     การเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่ จะสามารถทำได้เมื่อลูกชายคนที่ 5 (ลูกรักของ จาง ปี๋ ชื่อ) มีอายุ 21 ปี โดยให้ลูกชายทั้ง 5 คน หรือหลานชาย หรือผู้ดูแลทรัสต์ สามารถหารือกันเพื่อเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่มาทดแทนผู้ดูแลฯที่เสียชีวิตไป หรืออยู่นอกอาณานิคม หรือผู้ดูแล ที่ไม่ต้องการหรือปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ต่อไป หรือผู้ดูแลทรัสต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปได้

  1. ผู้รับประโยชน์ (Beneficiaries)

ในส่วนที่ 4 จะระบุว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัสต์บ้าง ได้รับมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราสามารถแบ่งสมาชิกครอบครัวของ จาง ปี๋ ชื่อ ออกได้เป็น 5 กลุ่ม และผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ ดังนี้

ทั้งนี้ หากสมาชิกครอบครัวคนใดเปลี่ยนศาสนา สมาชิกคนนั้นจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับนี้อีกต่อไป

เมื่อหันกลับไปมองว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มหาเศรษฐีเขาวางแผนส่งมอบมรดกกันอย่างไร ผมก็ได้แต่กรองเอาเฉพาะแนวคิดที่น่าสนใจของเขาไว้ ขณะเดียวกันก็ละทิ้งหลายๆส่วนไปแนวคิดในการใช้ “ทรัสต์”ในการบริหารมรดกอาจยังไม่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย เพราะกฏหมายยังไม่รองรับ แต่ครอบครัวก็สามารถออกไปตั้งกองทุนทรัสต์นอกประเทศได้ไม่ยาก ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่แนวคิดในการ “แบ่งสรรผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกในครอบครัว”ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ได้เห็นจุดอ่อนของพินัยกรรมฉบับนี้ในหลายจุดที่อาจจะกลายเป็นประเด็นปัญหาในอนาคต เช่น การเกิดขึ้นของ “ลูกรัก”ซึ่งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ในสายครอบครัว ซึ่งถ้าตัวหารใน สายน้อยลงสมาชิกที่เหลือก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ฯลฯ

ภาพเก่า(ห้วยกระบอก)

ภาพเก่า(ห้วยกระบอก)

ผมยังสืบไปไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวนี้เป็นอย่างไรภายหลังจากที่จางปี๋ชื่อเสียชีวิต แต่ก็เชื่อว่าการส่งมอบมรดกด้วย “พินัยกรรม” อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไปในปัจจุบันที่เรามีเครื่องมือใหม่ๆในการส่งมอบธุรกิจและสมบัติของครอบครัวที่ดีกว่าในอดีต เช่น การเขียน “ธรรมนูญครอบครัว”ที่เป็นรากฐานในการกำหนดกติกาในครอบครัวและวางแผนเรื่องมรดกร่วมกัน การใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Insurance Policy หรือ “ทรัสต์” ในการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่คนรุ่นต่อไป หรือแม้กระทั่งการเปิด “บัญชีออมทรัพย์ครอบครัว” ในการบริหารเงินกงสี ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร และหากจะขายกิจการของครอบครัว Private

จาง ปี๋ ชื่อ (Cheong FattTze)(คศ.1840-1916)

“จาง ปี๋ ชื่อ” เป็นนักธุรกิจชาวจีนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จทางธุรกิจนำมาซึ่งการได้รับการยอมรับจากรัฐบาลจีน ส่งผลให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆทางการเมืองทั้งในฐานะกงสุลใหญ่ของจีนที่สิงคโปร์ และรัฐมนตรีในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน

“จาง ปี๋ ชื่อ”กำเนิดในครอบครัวชาวจีนที่ยากจนในปี 1840 ในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน และเมื่อสงครามกลางเมืองและสงครามฝิ่นระเบิดขึ้นในปี 1856 ความลำบากยากแค้นผลักดันให้หนุ่ม จาง ปี๋ ชื่อ อพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาง ปี๋ ชื่อ เริ่มต้นจากกรรมกรแบกน้ำ แล้วมาเป็นเสมียนในกรุงจากาตาร์ หลังจากแต่งงานเขาก่อตั้งบริษัทนำเข้าส่งออกด้วยเงินช่วยเหลือจากพ่อตา จาง ปี๋ ชื่อ ขยายธุรกิจจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับยางพารา กาแฟและใบชา ไปสู่ธุรกิจธนาคารซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอย่างมากในอินโดนีเซีย จาง ปี๋ ชื่อ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาขยายธุรกิจไปสู่ปีนังและจีนสร้างสายเรือเดินสมุทรที่ขนส่งสินค้าระหว่างปีนังและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคอินโดจีน

ความสำเร็จทางธุรกิจนำเขาเข้าสู่งานทางการเมือง ในปี 1890  จาง ปี๋ ชื่อ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกงศุลจีนในปีนังก่อนจะย้ายมาตั้งสำนักงานกงศุลในสิงคโปร์ในเวลาต่อมา เขาทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ระหว่างนักธุรกิจชาวจีนกับผู้บริหารอาณานิคมชาวอังกฤษ ผลงานทำให้เขาถูกเรียกตัวจากจักรพรรดิจีนให้นำเสนอแผนพัฒนาประเทศจีน หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อุตสาหกรรม ถนนและเหมืองแร่ของจังหวัด Fujian และ Guangdong และเมื่อตอนพรรคก๊กมินตั๋นโค่นราชวงศ์ Qing ลงได้ในปี 1912 จาง ปี๋ ชื่อ ก็ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(เขาเคยให้ที่พักอาศัยและเงินอุดหนุนแก่ ดร.ซุน ยัด เซ็น เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังปี 1911)และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาหอการค้าแห่งชาติของประเทศจีนอีกด้วย

“จาง ปี๋ ชื่อ”สิ้นอายุขัยในปี 1916 ที่อินโดนีเซีย เขามีภรรยา 2 คน และลูกหลานอีกหลายคน ชีวิตที่เต็มไปด้วยการทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนและผู้คนที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่งผลให้รัฐบาลจีนสั่งให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติบันทึกชีวประวัติของ จาง ปี๋ ชื่อ ในเอกสารประวัติศาสตร์แห่งชาติเพื่อให้ผลงานเขาได้รับการจดจำตลอดไป ในขณะที่มาเลเซียได้ตั้งชื่อถนน Jalan Cheong FattTze เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ชายที่ถูกเรียกขานว่า “Rockefeller of the East”

Equity และตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นวิธีใหม่ๆที่ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่เคยได้รู้จักเมื่อร้อยปีที่แล้ว

สรุปประเด็นสำคัญ

-จาง ปี๋ ชื่อ ใช้ “พินัยกรรม”และ “ทรัสต์”เป็นเครื่องมือในการสืบทอดมรดก

-“พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ” ชื่อสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) ทรัพย์สิน (2) กองทุนทรัสต์ (3) ผู้ดูแลทรัสต์ และ (4) ผู้ได้รับผลประโยชน์ เมื่อสี่ส่วนครบถ้วนจะสร้างระบบของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างลูกหลานที่ชัดเจน

-แต่พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ก็มี “จุดอ่อน” อยู่หลายจุดซึ่งอาจจะสร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างลูกหลานเมื่อเขาจากไป

-“พินัยกรรม”ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ”ไม่ใช่ “ลอกต่อ” และใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

Info : Business Plus

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply