พร้อมติดปีก SME ปรับตัว AEC ปรับแผนเติบโตใน 5 ปี

SME-AEC

การปรับตัวของภาคธุรกิจขนาดย่อย SME ถือว่าสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจช่วง “สภาวะตลาดซึม” กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัดกลยุทธ์ต่างถูกนำมาใช้เพื่อขยับโอกาสของการขายให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดีปัจจัยสำคัญจากภายนอกก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้แผนการปรับเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจนั้นชัดเจนมากขึ้น

ผลสำรวจกว่า 90% SME ASIA มั่นใจเติบโตได้ใน 5 ปี

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ร่วมกับ GlobeScan ทำการสำรวจเป็นความเห็นของ CEO และ CFO จำนวน 300 คนของบริษัทขนาดกลางมีรายได้ต่อปีระหว่าง 30-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 4 ประเทศในเอเซีย ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ปรากฏผลว่า บริษัทขนาดกลางในเอเซียมีความรู้สึกในเชิงบวกแม้เศรษฐกิจในภูมิภาคจะยังคงชะลอตัว

โดย 90% ของ CEO และCFO มีความมั่นใจในความสามารถที่ธุรกิจจะเติบโต ภายใน 5 ปีจากนี้ โดยอัตราเฉลี่ยการเติบโตของรายได้ที่คาดหมายอยู่ที่ 39% ความมั่นใจดังกล่าวมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการ และแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่นี้มาจากชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ มีความแตกต่างกันพอสมควร ผู้นำในภาคธุรกิจของอินเดียมองโลกในเชิงบวกมากที่สุด โดย 97% แสดงความมั่นใจว่าบริษัทของตนจะเติบโตขึ้นภายใน 5 ปี ขณะที่มาเลเซียมีความเห็นที่คละกันพอสมควรโดย 78% มั่นใจในโอกาสการเติบโตความพร้อม SME ปรับตัว AEC

ส่วนมุมมองต่อตลาดต่างประเทศ 8 ใน 10 ของบริษัทจากการสำรวจเป็นธุรกิจระหว่างประเทศ โดยปกติจะทำธุรกิจกับบริษัทอื่นภายในภูมิภาค ได้แก่ อาเซียน จีน และเอเชียใต้ อาเชียนเป็นตลาดต่างประเทศยอดนิยมสูงสุดสำหรับธุรกิจในอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดย 74% ของธุรกิจในอินโดนีเซีย และ 76% ของธุรกิจในมาเลเซียปัจจุบันดำเนินธุรกิจในตลาดประเทศอื่นในอาเซียนอยู่แล้ว ส่วนบริษัทในอินเดียและจีน หมายตาตลาดยุโรปเป็นพันธมิตรทางการค้าหลัก โดย 68% ของบริษัทในอินเดีย และ 54% ของบริษัทในจีนมองยุโรปเป็นตลาดต่างประเทศที่ต้องการทำการค้าด้วย

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า SME ปรับตัว AEC เกิดการขยายตัวไปยังตลาดต่างประเทศเป็นเป้าหมายอันดับแรกของบริษัทขนาดกลางในเอเชียโดย 67% วางแผนเพิ่มยอดขายในตลาดต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว และ 63% คาดหวังว่าจะขยายจำนวนตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

รวมทั้งบริษัทต่างๆในประเทศดังกล่าวมีแผนที่ขยายแรงงานเพื่อสนองตอบความต้องการที่เพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ราว 3 ใน 4 ของธุรกิจที่มีแผนจะเติบโตขึ้น คาดว่าจะรับพนักงานเพิ่มภายในช่วง 5 ปีนี้ โดยจำนวนพนักงานที่จะรับเพิ่มเฉลี่ย 1 ใน 3

sme-ปรับตัว-aec-ผลสำรวจsme-asia

ทั้งนี้ สิ่งนี้ CEO และ CFO ของประเทศเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน ในการวางแผนการเติบโต โดยคุณภาพและความเที่ยงตรงสม่ำเสมอมีความสำคัญเป็นอับดับต้นๆในเวลาเดียวกันยังต้องรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการไว้ต่อไป

อีคอมเมิร์ซไทยโต 30% มูลค่าธุรกิจ 1 ล้านล้านบาท

นายวิชัย โภชนกิจ รองอธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยถือเป็นธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวสูงมากอยู่ที่ร้อยละ 30 ต่อปี โดยในปี 2558 นี้คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท โดยปัจจุบัน ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย แบ่งเป็นรายใหญ่ที่มีการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องจำนวน 5,000 ราย รายกลางประมาณ 2 แสนราย และรายเล็กประมาณ 8 แสนราย

sme-ปรับตัว-aec-อีคอมเมิร์ซไทย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้ประกอบการอยู่ในธุรกิจนี้จำนวนมาก แต่กลับมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเพียงประมาณ 13,000 รายเท่านั้น ดังนั้น จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพทางการค้าธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเกื้อกูลทางการค้าระหว่างกัน จึงได้ร่วมมือจาก 20 หน่วยงานพันธมิตร เช่น สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สถาบันการศึกษาผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ ผู้ให้บริการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ชั้นนำ และสถาบันการศึกษา 7 แห่ง มาร่วมเป็นทีมพี่เลี้ยงในการพัฒนา และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ให้มีมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้ สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

ดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจ SME มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.เปิดเผยว่า ตามที่ สสว.ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ SMEs ประจำเดือนมกราคม 2558 พบว่า มีแนวโน้มดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจของ SMEs(SMEs Leading Economic Index) ณ เดือนมกราคมอยู่ที่ระดับ 111.03 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา 0.06 จุด และเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8

โดยผลจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของตัวแปรชี้นำ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปริมาณผลิตรถยนต์นั่งขนาด 1501-1800 CC และปริมาณเงินตามความหมายแคบ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐและผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น ราคาขายปลีกน้ำมันลดลง ผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต่ำ และรัฐบาลปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นโดยมีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวน 2.65 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.90% ประกอบกับมาตรการกระตุ้น SMEs ของรัฐบาล เชื่อว่าจะส่งผลให้ช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจของ SMEs จะมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนการค้าระหว่างประเทศของ SMEs พบว่าการส่งออกในเดือนมกราคม 2558 มีมูลค่า 152,794 ล้านบาท ลดลง 0.17% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1.41% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2557 ตลาดหลักที่ SMEs ไทยส่งออกสินค้ามากที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน มูลค่า 42,801.84 ล้านบาท รองลงมากลุ่มสหภาพยุโรป มูลค่า 16,248.13ล้านบาท และจีน มูลค่า 16,026.12 ล้านบาท ญี่ปุ่น มุลค่า 14,695.04 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 13,395.58 ล้านบาท

สำหรับตลาดหลักที่มีการขยายตัวสูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา ขยายตัวถึง 20.45% รองลงมาคือ กลุ่มสหภาพยุโรป ขยายตัว 5.90% โดยเฉพาะประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีการขยายตัวสูงสุด และกลุ่มประเทศอาเซียน ขยายตัว 2.61% โดยประเทศสิงคโปร์มีการขยายตัวสูงสุด สำหรับสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุดในเดือนมกราคม 2558 ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมา คือ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติกยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ส่วนการนำเข้าของ SMEs เดือน มกราคม 2558 มีมูลค่า 180,406.64 ล้านบาท หดตัวลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 7.07% และขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ธันวาคม 2557 กว่า 1.72% ตลาดที่ SMEs นำเข้าสินค้าสูงสุด ได้แก่ จีน มูลค่า 58,493.43 ล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มประเทศอาเซียน มูลค่า 25,829.48 ล้านบาท ญี่ปุ่น มูลค่า 24,468.69 ล้านบาท กลุ่มสหภาพยุโรป มูลค่า 20,267.98 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 10,724.50 ล้านบาท สินค้าที่ SMEs นำเข้าสูงสุด ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้าตามลำดับ
Ref: Propertytoday
Info: M&W

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply