รวมสรุปข้อมูล สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ Pico Finance

ข้อมูล สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ Pico Finance

สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ Pico Finance ปล่อยกู้คนจนเอาไปใช้หนี้นอกระบบ หรือใช้เพื่อจับจ่ายใช้สอย

ตามที่กระทรวงการคลังเสนอทางออกแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเข้าครม. ทาง สศค. เสนอไอเดียเปิดโครงการสินเชื่อเพื่อประชาชนใช้บริโภคกรณีฉุกเฉิน หรือ พิโคไฟแนนซ์ Pico Finance ปล่อยกู้ 5 หมื่นบาทต่อราย ดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุน มีเงินไปใช้หนี้เงินกู้นอกระบบหรือจับจ่ายในชีวิตประจำวัน

ความคืบหน้าแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างรวบรวมมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบแบบเบ็ดเสร็จ โดยจะนำมารวมเป็นแพ็กเกจใหญ่ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ โดยในเบื้องต้นนั้นทาง สศค. ได้เสนอเปิดโครงการสินเชื่อเพื่อประชาชนใช้บริโภคกรณีฉุกเฉิน หรือเรียกว่า พิโคไฟแนนซ์ โดยกำหนดวงเงินรวมสินเชื่อรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและนำไปแก้ไขหนี้นอกระบบได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ พิโคไฟแนนซ์ จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินกู้นอกระบบที่สูงจนเกินควรได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถกู้ยืมเพื่อไปแก้ไขหนี้นอกระบบและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ต่างจากโครงการสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชน รายย่อย (สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์) ที่สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบอาชีพเท่านั้น

นอกจากนี้สศค.ยังกำหนดหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ พิโคไฟแนนซ์ (Pico Finance) ให้มีความครอบคลุมมากขึ้นโดยกำหนดพื้นที่เป็นรายจังหวัด ตามหัวเมืองต่าง ๆ แต่ละแห่งอย่างชัดเจน ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อข้ามเขตได้ ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเชื่อว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ที่ดำเนินการอยู่แล้ว

“ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพื่อยื่นเรื่องขออนุญาตจากกระทรวงการคลังในการประกอบธุรกิจ โดยกำหนดอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการและค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บรวม กันแล้วต้องไม่เกิน 36% ต่อปีเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง แต่อยู่ ในระดับที่ไม่เป็นภาระต่อประชาชนมากจนเกินควร”
ส่วนมาตรการเพิ่มเติมที่อยู่ในแพ็กเกจแก้ไขหนี้นอกระบบ ประกอบด้วย การคุมเจ้าหนี้นอกระบบต้องคิดดอกเบี้ยอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ผ่านแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม ที่เพิ่มโทษทางอาญาแรงขึ้น

ซึ่งกำหนดลักษณะความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเกิน 15% เพื่อควบคุมเจ้าหนี้นอกระบบที่มีพฤติกรรมรุนแรงและช่วยป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากประชาชน หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะถูกเพิ่มโทษอีกครึ่งหนึ่ง

ขณะเดียวกันจะมีมาตรการสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทั้งธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบื้องต้น ธนาคารออมสินจะให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้ามาขอสินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนที่คิดดอกเบี้ยเพียง 0.75-1% ต่อเดือนวงเงินรายละไม่เกิน 200,000 บาทไม่ต้องบุคคลค้ำประกัน โดยมอบหมายให้วิสาหกิจชุมชน และสมาคมต่างๆ ช่วยคัดกรอง และเข้ามาดูแลประชาชนกลุ่มนี้ หลังจากได้รับสินเชื่อไปแล้ว ก็ให้ชำระหนี้ตามกำหนด และดูแลไม่ให้เป็นหนี้นอกระบบอีก

สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ Pico Finance

จาก “นาโนไฟแนนซ์” ถึง PICO Finance

“เงินกู้นอกระบบ” เป็นหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยงของประชาชนรากหญ้าของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนปัญหาระดับชาติที่ประชาชนระดับฐานรากของประเทศจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ นำมาซึ่งปัญหาสังคมจากที่ประชาชนถูกเอาเปรียบด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกติดตามทวงหนี้ด้วยวิธีรุนแรง

ดังนั้น แนวทางในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลที่ผ่านมา คือการสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยปี 2558 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เปิดให้ใบอนุญาต “นาโนไฟแนนซ์” หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกํากับ”

โดยหวังจะให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ ทั้งเปิดทางกับผู้ที่จะขึ้นมาเป็น “คู่แข่ง” ของเจ้าหนี้นอกระบบ โดยกำหนดให้ผู้ที่ยื่นขอรับใบอนุญาตต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เป็นการปล่อยกู้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ด้วยอัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี

แต่ปรากฏว่าปี 2558 ยอดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์กลับไม่คึกคัก และส่วนใหญ่ยังเป็นการให้กู้ฐานลูกค้าเดิมของบริษัท มากกว่าปล่อยกู้ลูกค้าใหม่ และมูลค่าการปล่อยกู้ไม่มาก เนื่องจากผู้ปล่อยกู้มีความกังวลต่อความเสี่ยงหนี้เสีย จึงมีการคัดกรองลูกค้าอย่างเข้มงวด

ผู้ประกอบการ “นาโนไฟแนนซ์” ยังกังวลกับปัญหาหนี้เสีย เรียกว่ายังใจไม่ถึงเท่ากับเจ้าหนี้นอกระบบ

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า นับตั้งแต่วันแรก (26 ม.ค. 2558) ที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับการขอไลเซนส์จนถึงสิ้นปี 2558 มีนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาต 25 ราย แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 7 ราย เท่าที่เปิดให้สินเชื่อกับลูกค้า โดยยอดสินเชื่อที่ปล่อยอยู่ที่ 115 ล้านบาท ด้วยจำนวนลูกค้า 5,847 ราย เรียกว่าเฉลี่ยไม่เกิน 20,000 บาทเท่านั้น

เมื่อนโยบาย “นาโนไฟแนนซ์” ยังไม่สัมฤทธิผล และบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่หนี้นอกระบบก็ยังมีให้เห็นกันทั่ว

ใบอนุญาตทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ที่เรียกว่า “Pico Finance” เป็นหน่วยย่อยที่เล็กกว่านาโนไฟแนนซ์ สำหรับบริษัทที่มีธุรกิจจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท ก็สามารถขอรับใบอนุญาต “Pico Finance” โดยเป็นการให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี เท่ากับนาโนไฟแนนซ์

โดยหวังว่าจะให้บรรดา “เจ้าหนี้นอกระบบ” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเข้ามารับใบอนุญาตให้อยู่ในระบบ เพื่อที่จะสามารถจัดการและควบคุมกับปัญหาหนี้นอกระบบได้

นายกฤษฎาอธิบายว่า ผู้ประกอบการ Pico Finance จะต้องปล่อยสินเชื่อในพื้นที่ที่จดทะเบียน คือหากจดทะเบียนจังหวัดใดก็จะได้สิทธิ์ปล่อยสินเชื่อในจังหวัดนั้น ๆ ต่างจากนาโนไฟแนนซ์ที่ปล่อยสินเชื่อได้ทั่วประเทศ

“นาโนไฟแนนซ์เป็นการเปิดให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาเป็นผู้เล่น ซึ่งปล่อยกู้ได้ทั่วประเทศ แต่ผลปรากฏว่ายอดสินเชื่อยังไม่สะท้อนการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนอย่างทั่วถึง จึงเสนอให้จัดตั้ง Pico Finance เป็นการปล่อยสินเชื่อที่มีขนาดย่อยลงไปอีกระดับหนึ่ง” นายกฤษฎากล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียกว่าเป็นมาตรการแบบเดิม ๆ ของรัฐบาล แม้ว่าแนวทางนี้อาจทำให้บรรดาเจ้าหนี้นอกระบบเข้าจดทะเบียนรับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และทำให้กลายเป็นเจ้าหนี้ในระบบได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

แต่หากรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลการปล่อยกู้รายย่อยเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง หนี้ในระบบเหล่านี้ก็อาจไม่ต่างจากหนี้นอกระบบที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังกลายเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเป็นหนี้กันอย่างง่ายดายมากขึ้นด้วย

 

ข้อกำหนดสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจปล่อยกู้ สินเชื่อ พิโคไฟแนนซ์

(1) ผู้ประกอบธุรกิจปล่อยกู้สินเชื่อ พิโคไฟแนซ์ จะต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

(2) วงเงินให้กู้ยืมไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท

(3) สามารถบริการได้ทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ต่างจังหวัดนำร่องก่อน

(4) ผู้ประกอบการจะคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการและค่าธรรมเนียมใดๆ จากลูกหนี้รวมกันแล้วไม่เกินอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ 36% ต่อปี

(5) ให้กู้ยืมเงิน สนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและนำไปแก้ไขหนี้นอกระบบได้เพิ่มขึ้น วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 หมื่นบาท ต่อราย

(6) ผู้ประกอบสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้เกิน 15% ต่อปี แต่ไม่เกิน 36% ต่อปี

(7) การเรียกให้ชำระหนี้และการติดตามทวงถามหนี้ ตาม พ.ร.บ.ทวงหนี้ การคุ้มครองผู้บริโภค

**หมายเหตุ**
รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนโปรดสอบถามผู้ประกอบการโดยตรง

 

Ref: Propertytoday
Info: DPR

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก… คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply