Gen Y บางคนทำไมถึงไม่รวยสักที ไม่แน่พวกเขาอาจติด 9 กับดักทางการเงินอยู่

Gen Y

9 กับดักการเงินที่ทำให้คน Gen Y ไม่รวยซักที

ในยุคที่ทุกคนเข้าถึง Facebook, Instragam หรือ เว็บไซต์ยอดนิยมต่างๆ ในโลกโซเชียล ทำให้มอง Lifestyle ของใครๆ ก็รู้สึกไปว่าช่างร่ำรวยกันเสียเหลือเกิน พอหันกลับมามองดูตัวเอง เชื่อว่าหลายคนคงส่ายหน้า ไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ซักเท่าไหร่ เพราะถึงจะพยายามแค่ไหนแต่ก็ดูเหมือนเราเองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จแบบคนอื่นเลย

จริงๆ แล้วเราต้องมาลองให้คิดกันให้ดี ว่าที่เราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตซักที อาจจะเป็นเพราะพวกเรากำลังติดอยู่ใน ‘กับดักการเงิน’ ทั้ง 9 อย่างนี้หรือเปล่า

หมายเหตุ : Gen Y (Generation Y) คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2523 – 2540 เกิดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ค่านิยม อีกทั้งเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมีความก้าวหน้า และเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่ามีความอดทนต่ำ

1.หนี้มีแต่ไม่จ่าย

ง่ายๆ นะเธอ จริงๆ แล้วหนี้เนี่ยเราสามารถสร้างได้ถ้าหนี้นั้นเป็น ‘หนี้ดี’ แล้วหนี้ดีคืออะไร? หนี้ดี คือ หนี้ที่เรามีแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้มากกว่าและไม่ทำให้การใช้จ่ายของเราเสียสมดุล

แล้วหนี้อะไรล่ะที่มีแต่ไม่จ่าย? เฉลยก็คือ “หนี้กยศ.” ไงทุกคน

จากข่าวที่เห็นๆกันตามสื่อบอกได้ว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาที่กู้เงินแล้วไม่ได้จ่ายเงินคืนกว่า 1.9 ล้านคนหรือเท่ากับ 60% ของจำนวนคนที่ยืมทั้งหมด แล้วกระทั่งหนี้กยศ.ที่คิดดอกเบี้ยการชำระแสนถูกแถมยังมีระบบการผ่อนชำระตามใจลูกหนี้อีก ถ้าเธอยังไม่สามารถบริหารจัดการหนี้นี้ได้ รับรองเลยว่าหนี้ก่อนอื่นที่จะตามมาทั้ง บัตรเครดิต, ค่าผ่อน 0%, รถ หรือบ้านเอง ก็ไม่น่าจะบริหารจัดการได้เหมือนกัน

อย่าลืมว่าหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเราเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับชีวิตประจำวันได้ นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีข้อนึงแล้วล่ะ

2.ไม่รู้ว่างบการเงินคืออะไร

อย่าสับสนระหว่างการวางแผนหรือการทำงบการเงินกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายนะ เพราะงบการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าและพยายามใช้จ่ายให้ได้ตามแผนที่วางไว้ แต่บัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นการจดบันทึกการใช้จ่ายทั้งหมด ‘ที่ผ่านมา’ ไม่เหมือนกันนะเธอๆ ฉะนั้นงบการเงินจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำไว้ เพราะจะทำให้เราวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้

3.มีเงินเท่าไหร่ ใช้ให้หมด เดี๋ยวก็หาใหม่ได้

ไม่แปลกที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆ คนจะมีความคิดแบบนี้ในช่วงทำงานใหม่ๆ อาจจะเป็นเพราะเคยชินกับการที่ได้รับเงินเดือนทุกสิ้นเดือน และไม่ได้ประเมินถึงอนาคตข้างหน้าว่าถ้าระหว่างนั้นไม่มีงาน หรือเกิดทำงานไม่ได้ขึ้นมากะทันหันจะทำอย่างไร อีกทั้งเด็กจบใหม่ทั้งหลาย เมื่อหาเงินได้ด้วยตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากใช้เงินอย่างอิสระ เพราะไม่ต้องขอพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว แต่การใช้เงินแบบไม่มีลิมิตจะทำให้เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

วิธีแก้ คือ การจดบันทึกรายจ่าย ฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เรื่องง่ายๆ นี่แหละที่จะทำให้เรารู้ว่าเงินเดือนทั้งหมดของเราหายไปทางไหนบ้าง? มีเงินเก็บบ้างรึเปล่า? เพราะฉะนั้นการทำบันทึกรายจ่ายคือ หนึ่งในกุญแจการเงินที่สำคัญ

4.เน้นซื้อของถูกไว้ก่อน คุณภาพช่างมัน

จริงๆ แล้วการซื้อของอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบระหว่าง “คุณภาพกับราคา” ของบางอย่างราคาถูกแต่ใช้ได้แค่ไม่กี่ครั้ง ก็พังแล้ว แต่ของบางอย่างราคาแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่เปรียบเทียบแล้วสามารถใช้ได้นานกว่าหรือคุ้มค่ากว่า นั่นต่างหากล่ะถึงจะเรียกว่าซื้อได้ทั้งของถูกและดี

5.ยังไม่แก่ซักหน่อย รีบเก็บเงินไปไหน

ก่อนอื่นอยากแก้ความเข้าใจกันก่อนเลย การเก็บเงินเพื่อการเกษียณเนี่ยไม่ใช่ว่าต้องเริ่มทำตอนวัยใกล้เกษียณนะ (โดยเฉลี่ยคนไทยเริ่มออมเงิน เพื่อการเกษียณตอนอายุ 42 ปี) อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญของการออมคือ ‘ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี’

นั่นเพราะหากเราต้องการออมเงินซักก้อนเพื่อการเกษียณ หากเริ่มต้นออมตั้งแต่อายุ 30 ย่อมใช้เงินในการออมแต่ละครั้งน้อยกว่าการออมตอนอายุ 40 เพราะเงื่อนไขสำคัญก็คือระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังจะได้ดอกเบี้ยมากกว่าด้วย

6.คิดว่ารวยได้ด้วยการออมเงินอย่างเดียว

ถ้าคุณทั้งหลายมีความหวังว่าต่อไปนี้ฉันจะรวย สิ่งที่คุณต้องคิดก็คือ การออมเพียงอย่างเดียวช่วยให้เรารวยไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยที่กระจิดริดแต่เงินเฟ้อที่พุ่งยิ่งกว่า 4G แบบนี้บอกได้เลยว่าการออมไม่ช่วย

แล้วทำยังไงถึงจะรวย? คำตอบก็ คือ การนำเงินไปลงทุนนั่นเอง สิ่งสำคัญก่อนนำเงินไปลงทุนหรือทำธุรกิจในอะไรก็ตาม ตัวคุณต้องแน่ใจว่า คุณมีความรู้มากพอที่จะลงทุนหรือทำธุรกิจ เพราะไม่งั้นนี่คือความเสี่ยงระดับสูงสุดเลย

7.บัตรเครดิตใครๆ ก็มีกันทั้งนั้นแหละ

“บัตรเครดิต” เป็นการนำเงินในอนาคตของเรามาใช้ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่คุณรูดบัตรนั่นคือเดือนหน้าคุณมีเงินเดือนน้อยลง แต่ถึงบอกไปใครหลายคนก็ไม่เชื่อเพราะการใช้บัตรเครดิตช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมากกกก แต่หากคุณยังอยู่ในวัยที่เริ่มต้นทำงานการที่คุณเปิดบัตรเครดิตและจ่ายตรงตามหนดทุกครั้ง สิ่งที่ตามมาคือการเสนอขยายวงเงินในบัตรเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ช่วงอายุ 20 ปีก็ยังไม่ต้องรีบเปิดบัตรหรอกนะ ให้เราทำงานมาได้สักพักและบริหารการเงินได้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องนี้ดู

ถ้าใครมีบัตรแล้วแต่อยากจำกัดวงเงินการใช้ของตัวเอง ก็ลองเปิดบัญชีแยกต่างหากไว้ ทุกครั้งที่รูดบัตรก็ให้โอนเงินจำนวนเข้าบัญชีนี้ เราจะได้รู้ว่าเหลือเงินที่ใช้ได้อีกเท่าไหร่แถมยังมีเงินที่จะชำระค่าบัตรแน่นอน ลองอ่านทิปส์ในการใช้บัตรเครดิตอย่างมีกึ๋น

8.ลงทุนแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

“อะฮ่า!!! ในที่สุดก็ออมเงินได้ก้อนนึงแล้ว ต่อไปก็จะลงทุนสักที”

เดี๋ยวก่อน ถึงจะมีเงินก้อนแล้วก็มีความตั้งใจจะนำเงินไปลงทุนก็ดีอยู่หรอก แต่ขอถามก่อนว่า ตอนนี้ตัวเองมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วรึยัง? ถ้าคำตอบคือ ‘ยัง’ งั้นเราขอให้คุณแตะเบรกการลงทุนเอาไว้ก่อน

เพราะอะไรเราถึงต้องเมีเงินสำรองฉุกเฉิน? นั่นก็เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน หากในระหว่างที่คุณนำเงินไปลงทุนแล้วเกิดเหตุเร่งด่วนจำเป็นต้องใช้เงินแต่คุณไม่มีเงินสดอยู่ในมือ อาจจะทำให้คุณต้องไปกู้เงินมาซึ่งทำให้ชีวิตของเราลำบากกว่าเดิมแทน

เพราะฉะนั้นก่อนลงทุนอย่าลืมสำรองเงินฉุกเฉินเท่ากับรายจ่ายจำนวน 3-6 เดือน

9.อายุแค่นี้ไม่ต้องทำประกันสุขภาพก็ได้

อาการเจ็บป่วยบางครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัวและการเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ต้องเสียค่ารักษาไม่ใช่น้อยๆ เลย แต่หากเรามีประกันสุขภาพก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงไปได้

เพราะฉะนั้นหนุ่มสาวชาวเจน Y ทั้งหลายหรือไม่ว่าจะเจนไหนหากคุณอ่านบทความแล้วรู้ว่าตัวเองติดกับดักข้อไหน อย่าลืมรีบแก้ไขให้ออกจากกับดักเร็วที่สุด และอย่าลืมว่าการอ่านบทความมากมายไม่ส่งผลเท่ากับการลงมือทำ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ดีที่สุด

Ref: Propertytoday
info: ddproperty

Alex Camera เด็กหนุ่ม Gen Y มีทั้งสไตล์ และความอาร์ทอยู่ในตัว ชอบคิดต่าง รักอิสระ ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว สนใจเรื่องการลงทุนทุกประเภท ที่สำคัญชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ และชอบแชร์เรื่องราวที่ได้พบ ผ่านมุมมองใหม่ๆ ด้วยคอนเซ็ปต์ ” Simple As Shooting ” ง่าย เหมือนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ.

Leave a Reply

ปิดโหมดสีเทา