เทคนิค 10 วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัย

เทคนิค 10 วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัย

เทคโนโลยีทุกวันนี้มีความก้าวหน้าค่อนข้างมากอีกทั้งมิฉาชีพก็มีเล่ห์เหลี่ยมสารพัดที่จะเจาะข้อมูลหรือขโมยเงินของเรา ดังนั้นบทความนี้ วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัย ผู้เขียนตั้งใจมาเผื่อแพร่พื่อเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนสมาชิก รู้ทันเล่ห์กลโกง ขอบคุณบทความดีจาก K-Expert ด้วยนะคะ

สิ่งสำคัญคือ การรู้จักป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางการเงินผ่านการติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อรู้เท่าทันเล่ห์เลี่ยมกลโกงและลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าของตัวเอง

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินหรือ ศลง.เปิดเผยปัญหาทางการเงินของคนไทย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องการเป็นหนี้ โดยหนี้ประเภทที่มีการร้องเรียนมากคือหนี้จากการอุปโภคและบริโภค เช่นหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยยังคงเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี นอกจาก ศลง.ที่พยายามส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับประชาชนแล้ว ภาคธนาคารหลายแห่งก็พยายามสร้างความรู้ทางการเงินผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งFacebook Twitter หรือ LINE แต่อาจจะต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน ทำให้กระแสความไม่ปลอดภัยทางการเงิน หรือเงินหายโดยที่ไม่รู้ตัว เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ในเรื่องนี้ ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล สายงานธุรกิจ ลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ K-Expert ได้เปิดเผยกับ “วารสารการเงินธนาคาร”ในเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำอันตรายต่อเงินในกระเป๋าโดยไม่รู้พร้อมแนะนำ 10 วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัย

2 ความเสี่ยงทำเงินไม่ปลอดภัยวินัยการเงิน & เครื่องมือการเงิน

อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจาก 2 ด้านใน 4 กลุ่มความเสี่ยง โดยสาเหตุด้านแรกที่อาจจะทำให้เงินในกระเป๋าหายแบบไม่รู้ตัว เกิดจากพฤติกรรมทางการเงินของผู้บริโภคเองที่นำไปสู่ความเสี่ยงกลุ่มแรกคือ วินัยทางการเงิน(Financial Discipline) ที่ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องหนี้เป็นปัญหาอันดับต้นๆที่ลูกค้าเข้ามาขอคำปรึกษาจาก K-Expert

ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้และทัศนคติทางการเงินในทางที่ผิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียวินัยทางการเงินตามมาโดยเฉพาะทัศนคติทางการเงินของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานและมีบัตรเครดิต ซึ่งคนในกลุ่มนี้บางรายมีทัศนคติว่าเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิดซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะจะมีผลต่อวินัยทางการเงินในอนาคตได้ซึ่งวัยเริ่มทำงานบางรายมีเงินเดือน 20,000 บาท แต่มีหนี้ 500,000 บาทภายใน 1 ปีก็มี

ความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรมทางการเงินของผู้บริโภคกลุ่มที่สองว่า มาจากพฤติกรรมทางการเงินที่ละเลยความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือทางการเงิน โดยเฉพาะการใช้บัตรเครดิตโดยพฤติกรรมที่ผู้บริโภคพลาดกันบ่อยๆคือการปล่อยบัตรเครดิตคลาดสายตาอย่างที่เคยปรากฏในข่าวมาตลอดกรณีที่ใช้บัตรเครดิตรูดเติมน้ำมันและส่งบัตรเครดิตให้กับเด็กปั๊ม แต่กลับมีการคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิต หรือกรณีที่เด็กปั๊มนำบัตรไปรูดมากกว่า 1 ครั้ง ทำให้เกิดความเสียหายกับเจ้าของบัตรเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ไม่ควรปล่อยบัตรเครดิตในจุดที่สุ่มเสี่ยงหรือไกลจากสายตา เพราะมีโอกาสเสี่ยงจะถูกคัดลอกข้อมูลได้รวมทั้งการซื้อของกับร้านค้าออนไลน์โดยการใช้บัตรเครดิตก็เป็นความเสี่ยงอีกข้อที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน

สำหรับสาเหตุด้านที่สองของความไม่ปลอดภัยทางการเงิน มาจากการคุกคามจากภายนอกที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดตวามเสียหายต่อทรัพย์สินได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว ซึ่งโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงมี 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ การใช้ ATM ที่อาจเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรผ่านเครื่อง ATM หรือ ที่เรียกกันว่า ATM Skimming ซึ่งความเสียหายจากการคุกคามทางการเงินในเรื่อง ATM มีมาตั้งแต่ปี 2549 และเคยมีการระบาดมากสุดในปี 2552-2553 ซึ่งช่วงนั้น ธนาคารที่มีตู้เอทีเอ็มป้องกันด้วยการติดตั้งเครื่อง Anti-Skimming ตั้งในปี 2556 ก็พบการโจรกรรมผ่านตู้ ATM อีกครั้งแถวถนนวิทยุทั้งที่มีการติดตั้งเครื่อง Anti-Skimming สะท้อนว่า แม้ว่าจะหาทางป้องกันอย่างไรมิจฉาชีพก็พร้อมตามทันเสมอ

ส่วนภัยจากการคุกคามทางการเงินจากภายนอกกลุ่มที่สองคือ โมบายแบงกิ้ง(Mobile Banking) จากกระแสความนิยมในการทำธุรกรรม ผ่านช่องทาง Digital เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะโมบายแบงกิ้งที่สิ้นปี 2557 มีบัญชีแตะ 3.37 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 189.5% โดยมีปริมาณธุรกรรมรวม 12.62 ล้านบัญชี เติบโต 53.09% และมูลค่าธุรกรรมรวมเพิ่มขึ้น 97.5% นับว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่รองลงมาคือการใช้อินเตอร์เน็ตแบงกิ้งที่มีผู้ใช้งาน 8.66 ล้านคนเพิ่มขึ้น 7.85% และปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 12.2%

“ความนิยมในการใช้งาน โมบายแบงกิ้งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แม้จะทันสมัย ใช้งานง่าย แต่ก็ต้องใช้ให้เป็น เพื่อปลอดภัยจากการคุกคามของมิจฉาชีพด้วยเช่นกัน”

10 วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัย มีวินัย & รู้ทันเล่ห์กลโกง

เมื่อทราบถึงสาเหตุและโอกาสที่จะเกิดอันตรายทางการเงินของผู้บริโภคแล้วฉัตรพงศ์ได้แนะนำ 10 วิธีดูแลเงินให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงทั้ง 2 ด้าน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

วิธีที่ 1 รู้จักควบคุมการใช้จ่าย หรือถ้าเป็นไปได้ ควรทำบันทึกรับ-จ่ายของตนเองเพื่อให้รู้ว่ามีรายการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งบางรายที่ทำบันทึกพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพื่อสันทนาการมากเกินไป ซึ่งถ้าสามารถลดเรื่องสันทนาการลงได้ก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้น เมื่อจดบันทึกรับ-จ่ายแล้วมีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นมากเกินไปก็ควรจะลดลง แต่ไม่ถึงกับตัดทิ้งเพื่อไม่ให้กระทบกับความสุขในชีวิต

และข้อควรรู้ในเรื่องการเงิน คือ ตั้งเป้าหมายในการออมเงิน ตั้งแต่ต้นปีหรือต้นเดือน หากไม่ตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดพฤติกรรมใช้ก่อนออม สุดท้ายก็จะไม่ค่อยเหลือเงินเก็บ โดยการออมที่เหมาะสมอาจจะเลือกออม 20% ของรายได้เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

วิธี 2 จ่ายหนี้บัตรเต็มจำนวนและตรงเวลา ซึ่งผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานมีเงินเดือน 15,000-18,000 บาทขึ้นไป สามารถมีบัตรเครดิตได้ และสินค้ายอดนิยมก็คือมือถือ บางรายซื่อมือถือราคา 30,000 บาท เมื่อถึงวันกำหนดชำระเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% มากกว่าจ่ายเต็มจำนวน และจ่าย 10% ของยอดไปเรื่อยๆเพราะคิดว่าค่อยๆจ่ายดีกว่า จะได้มีเงินก้อนเก็บไว้กับตัว

“ความคิดนี้ฟังดูน่ากลัวมาก และเป็นความคิดที่แพร่หลาย ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มทั้งค่าทวงถามและอัตราดอกเบี้ย และมีพฤติกรรมเอาหนี้มาต่อหนี้ไปเรื่อยๆซึ่งความจริงแล้วต้องใช้บัตรเครดิตให้เป็นโดยมองว่าบัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกไม่ใช่แหล่งเงินกู้”

วิธี 3 ใช้บัตรเท่าที่จำเป็น จำกัดวงเงินบัตรเครดิตผู้ให้บริการบัตรเครดิตมักจะให้วงเงินบัตรกับลูกค้าสูงมากเกินความจำเป็น บัตรเครดิตที่มีวงเงินสูงก็เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความเสียหายทางการเงินสูงขึ้นได้ ในกรณีที่บัตรหายหรือถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต ข้อควรรู้ทางการเงินในการใช้บัตรเครดิต คือใช้ในวงเงินที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคเองสามารถทำได้ โดยคำนวนณจากการใช้จ่ายรายเดือนของตัวเอง เช่น หากวงเงินบัตรเครดิตของตนเอง เช่น หากวงเงินบัตรเครดิตของตนเองสูงถึง 100,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่30,000-50,000 บาท ก็ควรจะขอลดวงเงินบัตรเครดิตให้เหลือวงเงินที่เหมาะสม เพราะหากมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆสามารถขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวได้อยู่แล้ว

ข้อควรรู้สำหรับผู้ที่ “มีบัตรเครดิตหลายใบ” สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการเข้าไปตรวจสอบกับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร ที่ปัจจุบันมีสาขาตามสถานีรถไฟฟ้าให้ใช้บริการและเสียค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบ 100 บาท นับว่าคุ้มค่ามาก เพราะบางครั้งเราอาจจะมีบัตรเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว

เมื่อเราตรวจสอบข้อมูลได้ ก็จะสามารถพิจารณาได้ว่าควรเก็บบัตรไหนไว้หรือควรจะยกเลิกบัตรไหน แต่ข้อแนะนำคือบัตรไหนที่ไม่ใช้ก็ควรจะยกเลิก เหลือแค่บัตรหลักๆที่ใช้เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น ซึ่งจำนวนบัตรที่เหมาะสมไม่สามารถระบุได้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเอง เช่น บัตรที่ตรงกับ ไลฟ์สไตล์ประจำวัน เป็นต้น”

ข้อที่ 4 อย่าปล่อยบัตรเครดิตให้ลับตา เวลาชำระสินค้า และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบัตรเครดิตที่ได้รับคืนเป็นของเจ้าของจริงหรือไม่ หรือเก็บสลิปที่รูดไว้ตรวจสอบยอดใช้จ่ายว่าตรงกับการใช้จริงหรือไม่ และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตร หมายเลขโทรศัพท์มือถือ วันเดือนปีเกิด วงเงินบัตรเครดิต ให้กับผู้อื่นหรือการแอบอ้างทางโทรศัพท์เด็ดขาดเพราะสถาบันการเงินไม่มีนโยบายโทรขอข้อมูลจากลูกค้า นอกจากลูกค้าจะโทรไปขอข้อมูลจากสถาบันการเงินเอง

วิธีที่ 5 สมัครใช้บริการ Verified By Visa หรือ MasterCard Secure Code กรณีที่ต้องมีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตบนร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการชำระสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิตทางอินเตอร์เน็ต และใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว หรือ OTP(One-Time Password)โดยธนาคารจะส่งรหัสผ่าน OTP ที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวผ่านทาง SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ได้ลงทะเบียนไว้เมื่อต้องการชำระเงินด้วย

ส่วนการซื้อของบนร้านค้าออนไลน์ที่อาจจะสุ่มเสี่ยงให้ถูกหลอกนั้น การซื้อสินค้าออนไลน์ควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของทั้งร้านค้าและผู้ให้บริการชำระเงิน เลือกร้านค้าออนไลน์ที่น่าเชื่อถือจะได้รับใบรับรองดิจิตอล(Digital Certificate) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยโดยการเข้ารหัสก่อนทุกครั้งโดยมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของการส่งผ่านข้อมูลแบบ SSL(Secure Socket Layer) หรือบางแห่งจะใช้ระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์(Digital Signature)

วิธีที่ 6 สังเกตความผิดปกติของตู้ ATM ก่อนใช้ เช่น สังเกตว่ามีเครื่อง Anti-Skimming ที่เป็นสีเทาๆหรือไม่ หรือแป้นตัวเลขใช่ของจริงหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบโดยการจับดูก่อน ถ้าเป็นของปลอมที่มิจฉาชีพนำมาครอบเอาไว้ก็จะหลุดออกมาได้ง่าย และการเปลี่ยนรหัส ATM ทุกๆ 1-2 เดือน หรือทุกไตรมาส

ทั้งนี้ เนื่องจากการศึกษาพฤติกรรมของมิจฉาชีพ ถ้าจะโจรกรรมสำเร็จจะต้องมีข้อมูล 2 ส่วนคือ ข้อมูลบัตรและรหัสบัตร มิฉาชีพจะติดตั้งเรื่อง Skimming ไว้ที่ตู้ ATM เพื่อคัดลอกข้อมูลของเหยื่อและจะติดตั้งกล้องหรือแป้นตัวเลขปลอมเอาไว้เพื่อดูรหัสบัตร ซึ่งหลังจากที่มีการโจรกรรมข้อมูล มิจฉาชีพจะเก็บข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ 1-2 เดือนก่อนจะนำข้อมูล 2 ส่วนที่ได้จากเหยื่อไปกดเงิน ดังนั้น การเปลี่ยนรหัสบัตรทุกๆ 1-2 เดือน จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการ Skimming ได้

วิธีที่ 7 อย่างหลงเชื่อมิจฉาชีพที่ขู่หรือหลอกให้โอนเงินผ่าน ATM โดยการอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่มีมาระยะหนึ่งมีการเตือนมาตลอด แต่ก็ยังมีคนหลงเชื่ออยู่ สิ่งที่ธนาคารย้ำมาตลอดคือ ธนาคารจะไม่มีนโยบายถามข้อมูลส่วนตัวหรือให้โอนเงินผ่านเครื่อง ATM เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต ที่มักเป็นเหตุผลหลักในการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ซึ่งหากรับสายที่น่าสงสัยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยตรง และข้อแนะนำการใช้ตู้ ATM อีกเรื่องควรเก็บสลิปทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีนำข้อมูลไปสวมรอย และไม่ควรนับเงิน หรือรื้อค้นสัมภาระหน้าตู้ ATM ด้วย

วิธีที่ 8 อย่าคลิกลิงก์ต้องสงสัยที่ส่งมาทางอีเมล์ หรือ SMS ในการเข้าสู่ระบบธนาคารออนไลน์ ให้สังเกตตัวอักษร HTPPS บนเบราเซอร์ก่อนป้อนข้อมูลส่วนตัว สังเกตชื่อเว็บไซต์ว่าถูกต้องหรือไม่ และควรพิมพ์ URL ด้วยตัวเองไม่ควรคลิกจากลิงก์ที่ส่งมา เพราะอาจจะเป็นการหลอกเพื่อโจรกรรมข้อมูลไปสร้างความเสียหาย จากการใช้อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง หรือโมบายแบงกิ้งได้

      วิธีที่ 9 หลีกเลี่ยงการใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ อย่าทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตหรือไวไฟ(Wi-Fi) สาธารณะ หรือร้านอินเทอร์เน็ตสาธารณะเพราะอาจจะติดไวรัสที่แฝงอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และนำไปสู่การโจรกรรมข้อมูลจากมิจฉาชีพได้

วิธีที่ 10 หลีกเลี่ยงการติดตั้งโปรแกรมเสี่ยง ก่อนผู้ใช้งานต้อง ติดตั้งแอพพลิเคชั่นลงสมาร์ตโฟน ต้องแน่ใจว่าเป็นแอพพลิเคชั่นจริง ที่ออกโดยธนาคารที่ให้บริการ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากชื่อผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ระบุอยู่ด้านล่างก่อนจะดาวน์โหลด และเมื่อเข้าใช้งานจะต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มีมัลแวร์(Malware)แฝงอยู่ ซึ่งสามารถป้องกันด้วยการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ถูกกฏหมาย โดยผู้ใช้งานมือถือป้องกันตัวเองเบื้องต้น ด้วยการตั้งรหัสผ่านไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือการลากเส้น แต่ต้องตั้งรหัสผ่านให้ยากต่อการลากเส้น แต่ต้องตั้งรหัสผ่านให้ยากต่อการคาดเดา

“ข้อแนะนำที่ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานโมบายแบงกิ้งคือขอจำกัดวงเงินในการทำธุรกรรมผ่านธนาคารออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีถูกมิจฉาชีพขโมยรหัสผ่าน และหลังจากใช้งานต้องออกจากระบบ(Log Out)ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและการเข้าใช้ระบบธนาคารออนไลน์เสมอว่ามีรายการแปลกปลอมเกิดขึ้นหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ การรู้จักป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางการเงินผ่านการติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อรู้เท่าทันเล่ห์เลี่ยมกลโกง และลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าของตัวเอง

ควรตั้งเป้าหมายในการออมเงิน ตั้งแต่ต้นปีหรือต้นเดือน หากไม่ตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดพฤติกรรมใช้ก่อนออม สุดท้ายก็จะไม่ค่อยเหลือเงินเก็บ โดยการออมที่เหมาะสมอาจจะเลือกออม 20% ของรายได้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

ข้อควรรู้เมื่อฝากเงินไว้กับธนาคาร

จากกระแสข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยของเงินฝากในธนาคารที่อาจจะสูญหายโดยไม่รู้ตัว

“วารสารการเงินธนาคาร” มีวิธีง่ายๆ ที่จะรักษาเงินในบัญชีให้ปลอดภัย ดังนี้

  • อย่าฝากสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับเจ้าหน้าที่สาขาธนาคารความไว้ใจอาจจะเป็นช่องทางทำให้เกิดความเสียหาย หากผู้ที่ไว้ใจกลายเป็นผู้ที่ไม่ประสงค์ดี และต้องทำรายการด้วยตัวเจ้าของบัญชีเองทุกครั้ง
  • เมื่อทำธุรกรรมต้องตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง เช่น ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี จำนวนเงิน เป็นต้น และหากพบว่ามีรายการที่ไม่ถูกต้องก็ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วน
  • ควรปรับสมุดบัญชีและตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรม ที่เกิดขึ้นในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต โดยเฉพาะบัญชีบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตถ้าทิ้งไว้นานๆจะรวบเป็นยอดเดียว ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ
  • ควรศึกษาเงื่อนไขของแต่ละประเภทบัญชีให้ละเอียดก่อนเลือกใช้บริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความหลากหลายมากขึ้น ผู้บริโภคควรจะศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนเลือกใช้บริการ เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง และอย่าลืมมองหาผลตอบแทนที่แท้จริงก่อนเลือกใช้บริการ
  • หากเปลี่ยนแปลงที่อยู่ต้องแจ้งให้ธนาคารที่เรามีบัญชีอยู่ทราบด้วย เพราะหากธนาคารเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ เช่น แจ้งบัญชีเงินฝากไม่เคลื่อนไหวก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม รักษาบัญชี หรือแจ้งให้ลูกค้าทราบสถานะทางบัญชีเนื่องจากขาดการติดต่อเป็นระยะเวลานาน ธนาคารจะแจ้งเป็นจดหมายลงทะเบียนให้ลูกค้าหรือทายาทเพียง 2 ครั้งและจะใช้ที่อยู่ที่ลูกค้าแจ้งตอนเปิดบัญชี หรือที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้อย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ว่าจะติดต่อได้หรือไม่ได้ก็ตาม จะถือว่าสถาบันการเงินได้แจ้งให้ลูกค้าทราบแล้ว

 

ช้อปปิ้งออนไลน์ให้ปลอดภัย

การซื้อของออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยาก หากรู้วิธีใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัย ดังนี้

  • สมัครใช้บริการ Verified by Visa ในกรณีใช้บัตรวีซ่าซึ่งมีทั้งแบบการใช้รหัสผ่านแบบการใช้รหัสผ่านแบบธรรมดา (Static Password(PIN)) และการใช้รหัสผ่านแบบครั้งเดียว (OTP:One-Time Password)

การใช้รหัสผ่านแบบธรรมดา จะเป็นการใช้ข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Assurance Message:PAM)สำหรับการซื้อสินค้า ซึ่งร้านค้าดังกล่าวจะต้องมีการลงทะเบียนกับ Visa อย่างถูกต้องด้วย ทำให้ผู้ซื้อมั่นใจว่ามีร้านค้าจริง และร้านค้าก็มั่นใจว่าผู้ถือบัตรตัวจริงเป็น คนสั่งซื้อสินค้า ดังนั้นจะไม่มีใครสามารถใช้หมายเลขบัตรของเราเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์ได้ หากไม่มีการ Verified by Visa Password

การใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว(OTP:One Time Password) เป็นวิธีที่เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าใครจะทราบรหัสผ่าน อีกทั้งตนเองก็ไม่ต้องจำรหัสผ่านอีกด้วย เพราะวิธีนี้ จะมีรหัสผ่านส่งให้ทาง SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้ถือบัตรที่ได้ลงทะเบียนไว้จะใช้ได้เฉพาะในแต่ละครั้งที่ซื้อสินค้าเท่านั้น

  • สมัครใช้ Master Card Secure Code สำหรับผู้ที่ใช้บัตรมาสเตอร์การ์ด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต ด้วยระบบการสอบถามรหัสส่วนตัว (Secure Code Password) และระบบการแสดงคำทักทายส่วนตัว (Personal Greeting) ในทุกครั้งที่มีการทำรายการ
  • จำกัดความเสียหายด้วยการแยกบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์ โดยจำกัดวงเงินบัตรเครดิต วิธีนี้จะช่วยแยกประเภทสำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยขอวงเงินสำหรับบัตรใบนี้เพียงเล็กน้อย ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดในการใช้จ่าย จะได้มีความเสียหายไม่เกินวงเงินที่กำหนด

ดังนั้น ก่อนการใช้บัตรเครดิตซื้อของ หรือชำระค่าสินค้าผ่านทางออนไลน์ ควรตรวจสอบและสังเกตให้ดีว่ามีความผิดปกติหรือเปล่า อย่าเชื่อเมื่อเห็น E-Mail โฆษณา เพราะโฆษณาที่เห็นอาจเป็นตัวหลอกให้เราเสียเงินฟรีๆ อย่างเช่นคุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลมูลค่า 1,000,000 บาท

เพียงแค่ยืนยัน Password E-Mail ก็จะทำให้ E-Mail ของเราถูกขโมยไปได้ หรืออาจถูกหลอกให้โอนเงินเพื่อชำระค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายก่อนจำนวน 5% หากเราหลงเชื่อหวังได้เงินล้าน อาจเสียเงิน 50,000 บาทไปฟรีๆโดยไม่ทันระวัง

 

Ref: Propertytoday
Info : MW

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply