รู้ยัง… ภาษีดารานักแสดง เด็กเสียอย่างไร

ภาษีดารานักแสดงเด็ก

บทความนี้เป็นแนวการเก็บภาษีประเภทพิเศษ ภาษีดารานักแสดงเด็ก หรือเรียกอีกชื่อว่า ภาษีเงินได้กับ”ผู้เยาว์”
บทความพิเศษจาก K-Expert

ไม่ว่าผู้เยาว์จะมีรายได้จากช่องทางใด คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.ให้กับผู้เยาว์ ถึงแม้รายได้ที่ได้รับจะเป็นของผู้เยาว์ก็ตาม ซึ่งหากปล่อยปละละเลยไป จนเกินกำหนดการยื่นแบบ นอกจากภาษีที่ต้องเสียตามปกติแล้ว อาจมีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับอีกด้วย “ผู้เยาว์” ฟังแล้วก็รู้เลยว่าเป็นเด็กที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี หรือเรียกว่าเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นจึงทำให้การฝากเงินถอนเงินหรือการลงทุนบางอย่างไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยความเห็นชอบจากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง แต่เมื่อผู้เยาว์มีรายได้เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากอะไรก็ตาม หรือของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองแล้วการคำนวณภาษี การยื่นภาษีจะเป็นหน้าที่ของใครรายได้จากการลงทุน อ่านบทความดีๆ วิธีลงทุนเริ่มต้น 1000 บาท

ดอกเบี้ยเงินฝาก “บัญชีเงินฝาก”

เป็นบัญชีที่เราคุ้นเคยกันตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังนิสัยการออม เมื่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน การออมเงินโดยการเปิดบัญชีเงินฝาก จึงเป็นสิ่งแรกที่นึกถึง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าเด็กจะต้องมีอายุเท่าไรจึงจะสามารถเปิดบัญชีเงินฝากได้ มีคำแนะนำดังนี้

-เด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี(ยังไม่มีบัตรประชาชน)การเปิดบัญชีเงินฝากทำได้โดยการเปิดในชื่อคุณพ่อเพื่อลูก คุณแม่เพื่อลูก หรือการเปิดโดยใช้ชื่อลูกนำหน้าเช่น ลูกโดยคุณพ่อ ลูกโดยคุณแม่ หรือลูกโดยคุณพ่อและคุณแม่เท่านั้น ไม่สามารถเปิดโดยใช้ชื่อลูกเพียงลำพังได้ ซึ่งชื่อบัญชีจะขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร

-เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 15 ปี(มีบัตรประชาชนแล้ว)สามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์ชื่อลูกได้เลย แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความยินยอมในการเปิดบัญชีด้วย ลูกไม่สามารถเปิดบัญชีเพียงลำพังได้

-เด็กอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปสามารถเปิดบัญชีชื่อตัวเองได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากคุณพ่อคุณแม่ เรียกได้ว่าเปิดบัญชีได้เหมือนกับบุคคลที่บรรลุนิติภาวะทั่วไป สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ส่วนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการฝากเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีเงินฝากประเภทไหนก็ตาม จะดูชื่อบัญชีเป็นหลัก หากเป็นการเปิดบัญชี”คุณพ่อหรือคุณแม่เพื่อลูก” ดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีจะเป็นของลูก แต่ถ้าหากเปิดบัญชีเป็น”ลูกโดยคุณพ่อหรือคุณแม่”ดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีนี้จะเป็นของคุณพ่อหรือคุณแม่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชี ซึ่งคุณพ่อหรือคุณแม่สามารถเลือกนำหรือไม่นำดอกเบี้ยดังกล่าวมารวมกับเงินได้เพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าเป็นภาษีสุดท้าย(Final Tax)จะนำมารวมยื่นหรือไม่ก็ได้

พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้บริษัทเอกชน
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน เด็กสามารถซื้อโดยใช้ชื่อตัวเองได้ แม้ว่าจะยังเป็นผู้เยาว์ โดยเด็กต้องมีบัตรประชาชน และคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองยินยอมลงนามกำกับในเอกสาร(ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนจำหน่าย)ทั้งนี้ เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากพันธบัตรหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนเงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) ซึ่งเป็นเงินได้ของลูก ดังนั้น หากลูกยังไม่สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.ได้ คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องมีหน้าที่ยื่นแบบให้กับลูกด้วย หากลูกไม่มีรายได้อื่นๆก็จะได้ภาษีคืน หรือหากไม่ต้องการยื่นภาษีก็สามารถทำได้เพราะรายได้จากดอกเบี้ยถือเป็นภาษีสุดท้าย(Final Tax) เช่นกัน

กองทุนรวม
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุน ซึ่งมีหลากหลายนโยบายตั้งแต่กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำจนถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น ตามกฎหมายแล้วผู้เยาว์ไม่สามารถลงทุนในกองทุนได้ แม้ว่าจะอยากลงทุนมากแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องรอให้มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือเรียกว่าบรรลุนิติภาวะก่อน จึงจะสามารถลงทุนได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์ขาดทุนจากการตัดสินใจผิดพลาดจากการลงทุน รวมถึงการลงทุนในกองทุนรวม LTF ก็เช่นกัน แม้ว่าผู้เยาว์จะมีรายได้จากการรับจ้างโฆษณา หรือเป็นนักแสดงเด็ก และต้องการลงทุนในกองทุนรวม LTF เพื่อหักลดหย่อนภาษีก็ตาม ก็ไม่สามารถลงทุนได้
ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอยากเปิดบัญชีกองทุนให้กับผู้เยาว์ แนะนำว่าควรเปิดบัญชีเป็นชื่อตนเองก่อนและเมื่อเด็กบรรลุนิติภาวะก็ทำการโอนหน่วยลงทุนให้กับเด็กจะดีกว่า
หุ้นในตลาดหลักทรัพย์
หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการสะสมหุ้นให้กับลูกซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลสามารถทำได้ 2 แบบดังนี้
1. คุณพ่อคุณแม่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นในชื่อของคุณพ่อคุณแม่ก่อนและซื้อหุ้นมาเก็บไว้ ซึ่งมูลค่าหุ้นในปัจจุบันกับอนาคต ย่อมแตกต่างกัน จากนั้นเมื่อลูกพ้นจากความเป็นผู้เยาว์ คุณพ่อคุณแม่ก็โอนหุ้นที่ซื้อให้กับลูก เท่ากับว่าลูกได้เปิดบัญชีเมื่อมี อายุครบ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดังนั้น ในระหว่างทาง หากหุ้นที่ซื้อมีเงินปันผล เงินปันผลที่ได้รับจะเป็นของคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อ ดังนั้น หากต้องการเครดิตภาษีเงินปันผล คุณพ่อคุณแม่ต้องนำรายได้จากเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ด้วย
2. คุณพ่อคุณแม่โอนสลักหลังใบหุ้นให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกโดยคุณพ่อคุณแม่ซื้อหุ้นและให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ออกใบหุ้นให้ แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดเรื่องการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แต่ไม่ได้ห้ามกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ให้สินทรัพย์กับลูก หรือห้ามลูกซึ่งเป็นผู้เยาว์ถือหุ้นวิธีที่ 2 นี้ เนื่องจากถือเป็นใบหุ้น ดังนั้น การซื้อขายจึงทำได้ไม่สะดวก จึงควรเลือกซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี หรือหุ้นปันผลให้กับลูก
สำหรับแบบที่ 2 นี้ เนื่องจากลูกยังเป็นผู้เยาว์ถือกรรมสิทธิ์หุ้น ดังนั้น หากมีเงินปันผลจากหุ้นที่ถืออยู่ เงินปันผลที่ได้รับจะเป็นของคุณพ่อ(ในกรณีที่สมรสและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี) หากไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่จดทะเบียนรับรองบุตร เงินได้ดังกล่าวก็ยังถือเป็นของคุณพ่อแต่ถ้าไม่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร เงินได้ดังกล่าวจะถือเป็นของคุณแม่ ดังนั้น หากต้องการเครดิตภาษีเงินปันผล คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ได้รับเงินปันผลจะต้องนำรายได้จากเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ด้วย
จะเห็นว่าแม้ลูก(ผู้เยาว์)จะมีกรรมสิทธิ์ในหุ้น แต่เงินปันผลที่ได้รับจะเป็นเงินได้ของคุณพ่อหรือคุณแม่(ตามเงื่อนไข) ดังนั้น หากลูกไม่มีรายได้ในส่วนอื่นๆหรือมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทตลอดปีภาษี คุณพ่อคุณแม่ก็ยังสามารถหักลดหย่อนลูกได้จำนวน 15,000 บาท
นอกจากเรื่องการลงทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับลูกแล้ว บางทีลูกก็มีรายได้ด้วยตัวเองอย่างเช่นเป็นนักแสดงเด็ก หรือโชคดีจับรางวัลได้บ้าน ได้รถยนต์ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องช่วยดูแลเรื่องภาษีเงินได้ที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย รวมถึงการคำนวณเงินได้ของลูกที่เกิดขึ้นด้วย เพราะหากลูกมีรายได้ทั้งปีเกิน 15,000 บาท แล้วล่ะก็ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนลูกจำนวน 15,000 บาทในปีภาษีนั้นได้

ตารางแสดง-ภาษีผู้เยาว์
รายได้จากการแสดง
“นักแสดงเด็ก รายได้เป็นของใคร ของเด็ก หรือของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง”หลายคนยังข้องใจอยู่ว่าหากบุตรหลานของเราได้ไปแคสต์หน้ากล้อง แล้วโชคดีได้รับเลือกเป็นนักแสดงรุ่นเยาว์ รายได้ที่ได้มาจะเป็นของใคร ต้องบอกว่า รายได้ที่ได้รับมาถือว่าเป็นของเด็ก แม้ว่าคุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครอง จะเป็นผู้รับมาเองก็ตาม ซึ่งการที่เด็กเป็นนักแสดงอาชีพ จะถือว่ามีรายได้ตามมาตรา 40(8)ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะเป็นของเด็กเอง ไม่ใช่ของคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง แต่ถ้าหากเด็ก หรือผู้เยาว์ยังไม่สามารถยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ คุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครองต้องมีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีให้กับผู้เยาว์ด้วย หากรายได้จากการแสดงทั้งปีมีจำนวนตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภ.ง.ด.แล้วแม้ว่าจะไม่เสียภาษีก็ตาม ซึ่งบางครั้งคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองอาจเข้าใจผิดว่าได้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วก็ไม่ต้องยื่นภาษีอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่หักไว้จำนวน 5% เป็นเพียงการเสียภาษีบางส่วนของรายได้ที่ได้รับมา
ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดต้องยื่นแบบเสียภาษี อย่างแบบ ภ.ง.ด.90(ยื่นเต็มปี)หรือ ภ.ง.ด.94(ยื่นครึ่งปี)จึงไม่ได้ยื่นแบบภายในเวลาที่กำหนด ทำให้นอกจากจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ตามเกณฑ์แล้วยังต้องเสียเงินเพิ่มจากการจ่ายชำระล่าช้าอีกด้วย
รายได้จากการจับรางวัลอย่างที่ในอดีตเคยเป็นข่าวใหญ่ครึกโครม ที่มีเด็กเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัล ได้บ้าน รถยนต์ รวมถึงเงินสด(เงินได้ตามมาตรา 40(8)) ซึ่งในวันที่ได้รับรางวัลนั้น ผู้จ่ายรางวัลจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 5% ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือรถยนต์ ที่ได้รับต้องตีมูลค่าเป็นเงินในวันดังกล่าว เพื่อทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย

อย่างเช่น ตีมูลค่าบ้าน 3 ล้านบาท รถยนต์ 1 ล้านบาท เงินสดจำนวน 5 แสนบาท เท่ากับว่าในวันที่รับรางวัล เด็กหรือผู้เยาว์จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารวม 4.5 ล้านบาท หรือเท่ากับ 225,000 บาทซึ่งในวันนั้น ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าได้เสียภาษีไปแล้ว และไม่ได้สนใจว่าจะต้องยื่นแบบเสียภาษีอีก ซึ่งในความเป็นจริงแม้ว่าผู้เยาว์จะยังไม่สามารถยื่นแบบเสียภาษีเองได้ แต่คุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครอง จะต้องมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.ให้กับผู้เยาว์ด้วย โดยยื่นเป็นรายได้ของผู้เยาว์เอง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่บุตรบุญธรรมมีรายได้ หรือเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัล ซึ่งหลายคนมีข้อสงสัยกันว่า หากรับหลานมาเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งเขายังเป็นผู้เยาว์อยู่และมีรายได้ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการแสดงหรือเผอิญโชคดีถูกรางวัล ใครจะเป็นผู้ยื่นเสียภาษีเงินได้ ต้องบอกว่าในกรณีนี้ คุณพ่อหรือคุณแม่บุญธรรมที่จดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมมีหน้าที่ต้องยื่นแบบเสียภาษีให้กับบุตรบุญธรรม จะไม่ใช่หน้าที่ของคุณพ่อหรือคุณแม่ผู้ให้กำเนิด ดังนั้น ในกรณีที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 5% แล้ว อย่าลืมว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.ให้กับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้เยาว์ด้วย โดยยื่นเป็นชื่อของบุตรบุญธรรมเองแบบ ภ.ง.ด.ที่ยื่นในนามของผู้เยาว์ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง มีหน้าที่ต้องยื่นแบบให้ถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนด โดยแบบ ภ.ง.ด.90 สามารถยื่นได้ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ส่วนแบบ ภ.ง.ด.94 ซึ่งเป็นแบบเสียภาษีครึ่งปี สามารถยื่นได้ภายในเดือนกันยายนของทุกปี

ส่วนการทำประกันชีวิต หรือการซื้อประกันสุขภาพให้คุณพ่อ คุณแม่ ในกรณีที่ลูก(ผู้เยาว์)มีเงินได้ต้องการซื้อประกันชีวิตให้ตัวเองเพื่อใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี หรือการซื้อประกันสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่นกัน ก็สามารถทำได้โดยต้องให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองลงนามให้ความยินยอมในการทำประกันด้วย ผู้เยาว์ไม่สามารถซื้อประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพให้คุณพ่อ คุณแม่ได้เองโดยลำพังไม่ว่าผู้เยาว์จะมีรายได้จากช่องทางใด คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ให้กับผู้เยาว์ ถึงแม้รายได้ที่ได้รับจะเป็นของผู้เยาว์ก็ตามซึ่งหากคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง ไม่ยื่น หรือปล่อยปละละเลยไป จนเกินกำหนด การยื่นแบบ นอกจากภาษีที่ต้องเสียตามปกติแล้ว อาจมีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับอีกด้วย

Info : K-Expert

ผู้ดูแลเว็บ หรือ บางคนเรียก ยามเฝ้าเว็บ...

Leave a Reply