ธนาคารกลางสหรัฐ “FED” การปรับดอกเบี้ยกลางขึ้น-ลง มีผลกระทบยังไง

ธนาคารกลางสหรัฐ

ธนาคารกลางสหรัฐ FED ดอกเบี้ยกลาง ทำไมต้องมีขึ้นมีลง มีผลกระทบยังไง ?

ข่าวเศรษฐกิจที่นักลงทุนหลายรายเฝ้ารอคอยกันเมื่อ (15 ธันวาคม 2559) คือการที่ คณะกรรมการ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Open Market Committee: FOMC) มีมติเป็นเสียงเดียวกันว่าถึงเวลาปรับขึ้นดอกเบี้ยกลางเสียที (FED Funds Rate) ซึ่งปรับขึ้นในอัตราเดียวกันกับช่วง เดือนธันวาคมปีที่แล้ว หรือ 0.25 (quarter-point) ทำให้ดอกเบี้ยกลาง ณ ปัจจุบันของสหรัฐนั้นอยู่ในกรอบ 0.5 – 0.75%

เมื่อดอกเบี้ยกลางเพิ่มมากขึ้น ธนาคารรายย่อยทั้งในส่วนที่เป็นพาณิชย์หรือรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องยืมเงินจากธนาคารกลางในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือนำไปสู่ต้นทุนการยืมที่สูงขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราจึงอาจจะได้เห็นดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทต่างๆที่ปรับตัวขึ้นในสหรัฐ

yellen-1024x768

Janet Yellen ประธาน ธนาคารกลางสหรัฐ (ภาพ via: Businessinsider.com)

หลายคนอาจจะคิดว่าบ้านเขาขึ้นแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงครับ แต่นโยบายการปรับขึ้นหรือลงดอกเบี้ยกลางนั้นค่อนข้างมีมาตราฐานที่เป็นสากลโดยคำนึงจากปัจจัยที่เป็นพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงไปยังราคาสินค้าต่างๆที่อยู่รอบตัวคุณนั่นเอง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าทำไม ของถึงแพงขึ้น แล้วหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจะกระทบชาวบ้านและมนุษย์เงินเดือนอย่างเราได้อย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบครับ

เงินเฟ้อ และ เงินฝืด แฝดคนละฝา

หลายคนเมื่อเห็นคำว่า เงินเฟ้อ (inflation) และ เงินฝืด (deflation) อาจจะไม่อยากอ่านบทความนี้แล้วเนื่องจากเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก แต่เดี๋ยวก่อนครับ เราจะย่อยง่ายให้คุณเข้าใจเองดังนี้:

เงินเฟ้อ – สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นโตมากขึ้นเรื่อยๆ (ขอไม่นับประเทศที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งกว่า 100% เพราะเหตุสงครามกลางเมืองและปัญหาคอร์รัปชั่นขั้นหนัก เช่น เวเนซุเอล่า) โดยจะดึงปัจจัยต่างๆเข้ามาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็น อัตราการว่างงานที่ลดน้อยลง (unemployment rate) ตัวเลขการผลิตที่มากขึ้น (manufacturing index) และ ตัวเลขต้นทุนทางการผลิตที่มากขึ้น (producer price index: PPI)

จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของดัชนีในข้างต้นนี้กำลังบอกว่า ประชาชนมีงานทำเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนมากขึ้น เมื่อดีมานด์ความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่างๆต้องเพิ่มกำลังการผลิต ผ่านการจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น ซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้น ต้องการวัตถุดิบในการผลิตในปริมาณที่มากขึ้น ขอยกตัวอย่างง่ายๆ โดยใช้อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง หมูหมักซอสแบบพรีเมี่ยม ดังนี้:

ความกินดีอยู่ดีของประชากรกำลังแผ่ขยายออกไปยังครัวเรือนต่างๆเนื่องจากการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้คนเหล่านี้เริ่มมีกำลังทรัพย์ก็เริ่มอยากยกระดับการกินของตัวเองขึ้นมา ผ่านอาหารคุณภาพซึ่งในตัวอย่างนี้คือ หมูหมักซอสแบบพรีเมี่ยม ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เริ่มมองเห็นว่าสินค้าประเภทนี้กำลังขายดิบขายดี จึงออเดอร์ไปยังโรงงานการผลิตเพื่อนำส่งสินค้าในปริมาณมากขึ้น กำลังการผลิต (capacity) เดิมที่โรงงานเคยมีพอ แต่ตอนนี้กลับไม่พอต่ออเดอร์ที่ล้นของซุปเปอร์ฯ จึงต้องมีการเพิ่ม สายการผลิต (production line) มากขึ้น และต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งวัตถุดิบสำคัญในที่นี้ก็คือ เนื้อหมู ดังนั้นโรงงาน จึงต้องสั่งหมูจาก พ่อค้าหมู ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ลำดับถัดมาพ่อค้าเนื้อหมูก็ประสบปัญหาขาดวัตถุดิบเช่นกันนั่นคือส่งเนื้อหมูให้โรงงานไม่ทัน จึงต้องออเดอร์ไปยังเกษตรกรที่เลี้ยงหมูว่าคุณต้องส่งหมูให้ฉันมากขึ้นนะ

เกษตรกรไม่พลาดโอกาสทองกับแรงออเดอร์อันล้นหลามนี้จึงรีบเร่งเพาะเลี้ยงหมู นำไปสู่การจ้างคนงานดูแลหมูที่เพิ่มขึ้น อาหารเลี้ยงหมูที่เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้ว ต้นทุน (costs) จึงเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ชาวนาจึงต้อง ปรับราคาหมูขึ้น จนมาถึงไฮไลท์ลำดับชั้นดังนี้:

(1) ชาวนามีตัวเลขต้นทุนเพิ่มจึงเรียกเก็บราคาสินค้าสูงขึ้น –> (2) พ่อค้าเนื้อหมูต้นทุนเพิ่มขึ้นจึงเรียกเก็บราคาเนื้อหมูสูงขึ้น –> (3) โรงงานรับเนื้อหมูมาแพงขึ้นต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจึงเรียกเก็บกับทางซุปเปอร์ฯ มากขึ้น –> (4) ซุปเปอร์ฯ มีต้นทุนรับมาจากโรงงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องตั้งราคาสินค้า ณ ชั้นวางเพิ่มมากขึ้น –> (5) เราผู้บริโภคจึงซื้อสินค้าแพงขึ้น

แน่นอนแต่ละลำดับของธุรกิจตั้งแต่ต้น จะเพิ่มการผลิตได้ต้องผ่าน จำนวนเงินกู้ที่มากขึ้น ซึ่งทางธนาคารกลางแลเห็นว่าหากเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งจะมีแต่ทำให้ข้าวของแพงมากขึ้น จึงต้อง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลาง เพื่อหยุดความร้อนแรงของธุรกิจแต่ละลำดับที่นำเสนอไปในกรณีหรือ เนื้อหมูกระป๋องพรีเมี่ยม นั่นเอง

ดอกเบี้ยกลาง ที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ ภาระหนี้ ที่เพิ่มมากขึ้นของภาค ครัวเรือน เช่นกัน หากเกิดการปรับดอกเบี้ยขึ้นจริงที่เมืองไทย เราจะมีภาระการผ่อนบัตรเครดิตที่เพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าเมื่อภาระการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เราจึงต้องคิดหน้าคิดหลังว่า จำเป็นที่จะต้องซื้ออาหารกระป๋องพรีเมี่ยมกินหรือเปล่า? หากมีความคิดเช่นนี้ แน่นอน ดีมานด์เจ้าเนื้อหมูกระป๋องพรีเมี่ยมย่อมลดน้อยลง

จากกำลังการผลิตที่ลดลงและดีมานด์สินค้าที่น้อยลง (เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยืมที่แพงขึ้น) ของภาครัวเรือนนำไปสู่การปรับลดลงของสินค้าในท้ายที่สุด อาจจะลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าธนาคารกลางไม่มาสกัดกั้น เราจะต้องซื้ออาหารกระป๋องในราคาเกินมูลค่าที่มันควรจะเป็นหรือไม่? สรุปในหัวข้อเงินเฟ้อไว้ว่า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นมาก ราคาสินค้าจึงเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) นำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพื่อลดระดับเงินเฟ้อลง

เงินฝืด – แฝดคนนี้จะเกิดขึ้นตรงกันข้ามกับกรณีของเงินเฟ้อ นั่นคือเมื่อเงินเฟ้อเกิดขึ้นมาตอนเศรษฐกิจดี เงินฝืดจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแย่นั่นเอง กรณีที่เห็นได้ชัดคือเมื่อ สหรัฐฟองสบู่แตก จากเหตุการณ์นั้นหลายบริษัทล้มละลายและต่างปิดกิจการหรือล้มกันแบบโดมิโน ส่งผลให้ไม่มีใครอยากจะเสี่ยงเพิ่มเติมเพื่อทำธุรกิจ เพราะแลเห็นว่าครัวเรือนกำลังจุกและเจ็บกับเนื้อร้ายทางการเงินนี้ เมื่อไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็นับเป็นเรื่องยากที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะฟื้นตัวขึ้นในแดนบวก ดังนั้นธนาคารกลางจึงต้อง ปรับดอกเบี้ยการกู้ยืมลง เป็นอย่างมาก (ดอกเบี้ยเกือบ 0% ในช่วง 2008 – 2014) เพื่อให้ภาคธุรกิจต่างๆเริ่มกลับมากู้เพื่อประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ให้ค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น และแน่นอนเป็นการปรับอัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อเงินเฟ้อปรับขึ้นเกินเป้าหมายที่ทางธนาคารกลางตั้งไว้ และมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดฟองสบู่ในสินค้าหรือสินทรัพย์บางประเภท ธนาคารกลางต้องกระโดดลงมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลง กลายเป็นวัฏจักร วนลูปไปไม่มีที่สิ้นสุด และหากประเทศไหนติดกับภาวะใดภาวะหนึ่ง (เงินเฟ้อ และ เงินฝืด) ในระยะเวลาที่นานเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีแน่

ลูปที่วนไปของสองสภาพเศรษฐกิจ

เงินฝืด –> เงินเฟ้อ –> เงินฝืด –> เงินเฟ้อ …

สรุป ใครได้ ใครเสีย จากการขึ้นดอกเบี้ย?

สมมติว่าบ้านเรามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยกลาง โดยการประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand: BOT) จะนำไปสู่ต้นทุนการยืมของแบ้งก์พาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%) ซึ่งพวกเขาต้องกลับมาชาร์จอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถ และ สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทต่างๆ ให้แรงขึ้น เราในฐานะ มนุษย์หนี้ จะมีภาระหนี้ต่อเดือนที่เพิ่มขึ้น แต่คนที่ยิ้มได้ดูเหมือนจะเป็นคนที่รู้จักวางแผน การออม เป็นอย่างดี เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐบาลจะปรับตัวสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยกลางเช่นเดียวกัน

Ref: Propertytoday
info: ddproperty

Alex Camera เด็กหนุ่ม Gen Y มีทั้งสไตล์ และความอาร์ทอยู่ในตัว ชอบคิดต่าง รักอิสระ ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว สนใจเรื่องการลงทุนทุกประเภท ที่สำคัญชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ และชอบแชร์เรื่องราวที่ได้พบ ผ่านมุมมองใหม่ๆ ด้วยคอนเซ็ปต์ ” Simple As Shooting ” ง่าย เหมือนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ.

Leave a Reply

ปิดโหมดสีเทา