การซื้อประกันชีวิต กับ 6 เหตุผล ชี้ว่าคุณกำลังเข้าใจผิดอยู่ ?

ประกันชีวิต

ความปลอดภัยในชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญต้นๆ ในระดับเดียวกับการมีทรัพย์สินอันมั่นคง ซึ่งการทำ “ประกันชีวิต” ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายครอบครัวเลือกใช้เพื่อความอุ่นอกอุ่นใจและเป็นเครื่องรับประกันความมั่นคงในชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าประกันแต่ละรูปแบบที่เลือกสามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการ เพราะหลายคนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการทำประกันอยู่ ซึ่งความเข้าใจผิดต่างๆ นั้นอาจจะส่งผลให้คุณรับประโยชน์ได้ไม่ครบถ้วน วันนี้มีบทความจาก AomMoney Guru Insuranger ที่จะมาแก้ไขข้อเข้าใจผิดต่างๆ เหล่านั้น

เมื่อพูดถึง การซื้อประกันชีวิต แล้ว ในฐานะที่ผมเคยมีโอกาสคลุกคลีอยู่ในวงการประกันชีวิตมา รวมถึงได้เจอกับลูกค้า ผู้มุ่งหวัง และผู้คนทั่วไปที่หลากหลาย ก็พบว่า หลายๆคนยังไม่มีความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตอยู่มาก (รวมถึงเจอตัวแทนบางท่าน ที่ก็ยังขายแบบผิดๆ อยู่เช่นกัน) วันนี้เลยถือโอกาสรวบรวม ความเข้าใจใน การซื้อประกันชีวิต แบบผิดๆ ที่พบเจอบ่อยๆมาอยู่ 6 กรณี ที่มองว่า เป็นความไม่เข้าใจใน การซื้อประกันชีวิต ของคนส่วนมาก จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง และเราเคยซื้อเพราะเหตุผลแบบนี้ไปหรือไม่? แล้วถ้าไม่ใช่ แล้วอย่างไหนถึงจะถูก?

นี่คือ 6 ความเข้าใจผิดใน การซื้อประกันชีวิต อย่างที่ว่ามา
1. ทำประกันชีวิตเพื่อเป้าหมายลดหย่อนภาษี

คำถามแรกที่หลายคนมักจะถามผมเวลาที่จะอยากจะซื้อประกันชีวิตซักตัวคือ “จะซื้อเอาไว้ลดหย่อนภาษี มีตัวไหนแนะนำบ้าง?” (อ่านบทความ : 3 ประกันทำไว้ ใช้ลดหย่อนภาษีได้) ซึ่งโดยมากที่ซื้อกันไป ก็จะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ระยะสั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีกับออมเงิน ดูตัวไหนที่ออมสั้นๆ ได้เงินคืนเยอะๆ ก็เอาตัวนั้นแหละ ไม่สนใจเรื่องการคุ้มครองชีวิตหรือทุนประกันอะไรหรอก

ผิดยังไง? = อันที่จริงการได้รับการลดหย่อนภาษีจาก การซื้อประกันชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ผิดที่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นจุดประสงค์ในการซื้อประกัน เพราะมันทำให้เรามองข้าม หรือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกันชีวิต ซึ่งก็คือการ “คุ้มครองความเสี่ยง” เพราะถ้าจะสนใจแต่ลดหย่อนภาษี ไม่ว่า RMF LTF หรือประกันตัวไหนๆ ก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย ดังนั้นเหตุผลที่เราจะเลือกเอาเงินไปซื้อประกัน และต้องเป็นประกันตัวนี้ ก็ต้องมาจากเหตุผลของการป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก ไม่ใช่เหตุผลจากการลดหย่อนภาษี

แบบไหนถึงจะถูก? = อย่างที่บอกไปว่า จะซื้อประกัน ต้องเริ่มจากเข้าใจเรื่องความเสี่ยงในชีวิต เห็นความเสี่ยงในชีวิตตัวเอง และต้องการบริหารความเสี่ยงนั้น เป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นที่ตั้ง ซึ่งความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องใช้ประกันชีวิตตอบโจทย์ ก็จะมีทั้งด้านที่เสี่ยงจากการจากไปก่อนวัยอันควร (คนข้างหลังเดือดร้อน) ที่ต้องใช้ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาคุ้มครองและวงเงินคุ้มครองชีวิต(ทุนประกัน) ที่เหมาะสม หรือเสี่ยงที่จะมีเงินไม่แน่นอนในอนาคต (ตัวเองเดือดร้อน) ที่ใช้ประกันชีวิตแบบเน้นออมเงิน (แบบสะสมทรัพย์, บำนาญ) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน และจำนวนเงินที่ต้องการต่อไป ไม่ใช่แค่ซื้อตามงบที่ตัวเองตั้งไว้ในใจแต่เพียงอย่างเดียว

2. ใช้ประกันชีวิตในการตอบโจทย์เป้าหมายการเงินทุกอย่าง

ข้อนี้โดยมากมักจะเกิดกับฝั่งคนขาย ที่เป็นตัวแทนประกัน คือไม่ว่าจะเป้าหมายการเงินอะไร คุ้มครองความเสี่ยงกรณีจากไปก่อนวัยอันควร? เป้าหมายเกษียณ? เป้าหมายการศึกษาลูก? ฯลฯ ก็ให้ลูกค้าซื้อแต่ประกันชีวิตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทั้งหมด (จากไปก่อนวัยก็ให้ซื้อแบบตลอดชีพ, เกษียณก็ให้ซื้อแบบบำนาญ, การศึกษาลูกก็ให้ซื้อแบบสะสมทรัพย์) โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกว่า (เช่น เงินฝาก, กองทุนรวม หรือสินค้าทางการเงินอื่นๆ)

ผิดยังไง? = ประกันชีวิตเป็นสินค้าทางการเงินที่ดี แต่มันก็เหมาะกับแค่วัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องบางเรื่องที่อาจจะมีสินค้าทางการเงินตัวอื่นที่ตอบโจทย์ได้เหมาะสมกว่า ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนเกษียณโดยใช้แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งถ้าจะตอบโจทย์ได้เต็มความต้องการ เช่น ต้องการเงินบำนาญใช้หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 150,000 – 200,000 บาท ซึ่งอาจจะสูงเกินไปสำหรับหลายๆคน

นอกจากนั้นเงินบำนาญที่ได้ แม้จะการันตี แต่ก็ได้เท่ากันทุกๆปี ทำให้ตอนอายุมากๆ (เช่น 70-80 ปี) อาจจะใช้ไม่พอ เพราะผลจากเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีประกันชีวิตหลายประเภท ไว้ตอบโจทย์เป้าหมายต่างๆได้ แต่ก็ไม่เหมาะจะใช้ตอบโจทย์ได้แบบเต็มๆ เพราะอาจจะเป็นภาระที่หนักไป (จ่ายเบี้ยแพงเกิน) และเงินที่ได้ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ (ถ้าจะไปคิดรวมเงินเฟ้อกับเป้าหมายที่ต้องการ ก็ต้องยิ่งเตรียมเงินมากขึ้น เบี้ยที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมโหฬารขึ้นตามไปอีก)

แบบไหนถึงจะถูก? = เงิน เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่เป้าหมายการเงินเรามีหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องรู้จักใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้บรรลุทุกเป้าหมายที่ต้องการได้ ซึ่งประกันชีวิต จะเหมาะกับเฉพาะเป้าหมายคุ้มครองความเสี่ยง เน้นคุ้มครองชีวิต เป็นหลัก หรือถ้าเป็นเรื่องของการออมเงิน ก็เหมาะจะใช้แค่เพื่อตอบโจทย์การันตีเงินขั้นต่ำสุด ส่วนที่ต้องเตรียมมากกว่านั้น อาจจะต้องใช้การลงทุนเข้าช่วย จึงจะเหมาะสมกว่า เพราะใช้เงินน้อยกว่า และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า (แต่ก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงในการลงทุน และรู้จักรับความเสี่ยงให้ได้ด้วย) ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า อาจจะเป็นการลงทุนใน หุ้น กองทุน อสังหาฯ ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เรื่องเป้าหมายการเงินระยะยาวที่ต้องใช้เงินมากๆ ได้ดีกว่าประกันชีวิต

อย่าลืมว่า สินค้าทางการเงินแต่ละอย่าง มีข้อดีข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย จุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน ไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกๆเรื่อง ศึกษาให้เข้าใจ แล้วเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมาย

3. เลือกแบบประกันชีวิตไม่เหมาะสมกับความจำเป็น

คนส่วนใหญ่มักจะ การซื้อประกันชีวิต แบบสะสมทรัพย์ (ออมเงิน) เป็นหลัก ไม่ว่าจะทำเพื่อออมเงิน หรือเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง เพราะคิดว่าแบบสะสมทรัพย์ดีกว่าแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ตรงที่มีเงินคืน ไม่ใช่จ่ายทิ้งอย่างเดียว เลยคิดว่าคุ้มค่ากว่า

ผิดยังไง? = จะเน้นคุ้มครองชีวิตก็ควรทำแบบที่เน้นคุ้มครองชีวิต คือแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ไม่ควรไม่ทำแบบสะสมทรัพย์ เพราะวัตถุประสงค์ และความเหมาะสมต่างกัน (ไปศึกษาประกันชีวิตแต่ละแบบ และความเหมาะสมในการใช้งานได้ที่ ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ ) ดังนั้น ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

แบบไหนถึงจะถูก? = หากจะทำเพื่อเป้าหมายคุ้มครองชีวิตเพื่อคนดูแลคนข้างหลัง แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลาจะเหมาะกว่าแบบสะสมทรัพย์ เพราะจ่ายเบี้ยถูกกว่า และได้วงเงินคุ้มครองชีวิตที่สูงกว่ามาก ถึงแม้ (ส่วนใหญ่) จะไม่มีเงินคืนก็ตาม แต่เป้าหมายของเราที่ทำก็เพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนอยู่แล้ว เราจึงควรดูที่ความคุ้มค่าของเบี้ยที่จ่าย กับความคุ้มครองที่จะได้ ไม่ใช่ดูที่เรื่องของผลตอบแทน

เลือกแบบประกันชีวิตอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

4. ซื้อยูนิตลิงค์ (ประกันชีวิตควบการลงทุน) เพื่อเน้นลงทุนอย่างเดียว

หลายคนซื้อ (และขาย) ยูนิตลิงค์ โดยเน้นที่เรื่องผลตอบแทนและการลงทุนอย่างเดียว เสมือนเป็นเครื่องมือในการลงทุนเช่นเดียวกับ กองทุนรวมอื่นๆ ต่างกันแค่ยูนิตลิงค์มีระบบจัดการในการลงทุนอัตโนมัติอย่างการทำ DCA (ทยอยลงทุนด้วยเงินเท่ากันทุกเดือน) และ Auto-Rebalancing (ปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ) รวมถึงมีทุนประกันชีวิตให้ แต่ไปให้น้ำหนักกับเรื่องการลงทุนมากกว่าเรื่องคุ้มครองชีวิต

ผิดยังไง? = ยูนิตลิงค์ แม้จะมีส่วนของการลงทุน แต่ยังไงพื้นฐานของมันก็คือ “ประกันชีวิต” อยู่ดี ดังนั้น ต้องไม่ลืมหัวใจของประกันชีวิตที่มีจุดประสงค์อยู่ที่การ “คุ้มครองความเสี่ยง” เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของการลงทุน หากจะสนใจแต่เรื่องลงทุนอย่างเดียว การจัดพอร์ตลงทุนเองโดยใช้กองทุนรวมอาจจะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำประกันอีกรอบ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมต่ำลง นั่นเท่ากับว่า ถ้าซื้อยูนิตลิงค์โดยวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนอย่างเดียว จะต้องยอมจ่ายค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนลดลง เพื่อแลกกับระบบอัตโนมัติ เท่านั้น

แบบไหนถึงจะถูก? = ยูนิตลิงค์ ให้ทั้งเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุน และความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆกัน ดังนั้น มันจึงเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทั้งเรื่องของผลตอบแทนและความคุ้มครองชีวิต เช่น การวางแผนการศึกษาบุตร (ลงทุนเพื่อเตรียมเงินให้เป็นค่าเล่าเรียนลูกในอนาคตหากเรายังมีชีวิต / คุ้มครองชีวิต เพราะหากเราจากไปก่อน ลูกจะได้ทุนประกันไปเป็นค่าเล่าเรียนเลย) การวางแผนเกษียณอายุ (ต้องลงทุน เก็บเงิน) ไปพร้อมๆกับการวางแผนคุ้มครองชีวิต สำหรับคนที่มีภาระเลี้ยงดู (ต้องการทุนประกัน) เป็นต้น ดังนั้น การจะซื้อยูนิตลิงค์ ควรจะต้องคำนวณทั้งทุนประกันที่เหมาะสม กับวางแผนการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ ไปพร้อมๆกันด้วย การซื้อโดยดูแต่ผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ไม่วางแผนเรื่องทุนประกันเลย ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การซื้อยูนิตลิงค์เป็นเรื่องที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการเงินได้อย่างคุ้มค่าแน่ๆ

5. ไม่สนใจทุนประกัน หรือทำทุนประกันไว้แค่พอ “เป็นค่าทำศพ”

หลายคนซื้อประกันโดยมองแต่เรื่องของผลตอบแทน ไม่เข้าใจเรื่องของการคุ้มครองชีวิต ก็เลยไม่สนใจเรื่องทุนประกัน หรือวงเงินคุ้มครองชีวิตที่จะได้ หรือคิดแค่มีทุนประกันชีวิตไว้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในงานศพ ถ้าตัวเองเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็พอแล้ว ซึ่งเป็น การซื้อประกันชีวิต ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของประกันชีวิตอย่างคุ้มค่าเลย

ผิดยังไง? = ถ้าทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองชีวิต แต่ทำทุนประกันแค่หย่อมเดียว จะมีประโยชน์อะไร เพราะถึงเราจากไป เงินที่ได้ก็ไม่ได้ช่วยให้คนข้างหลังอยู่รอดต่อไปได้อย่างปกติสุขอยู่ดี (อาจจะได้แค่ชดเชยมาใช้นิดหน่อย แต่ก็ยังต้องเดือดร้อน ดิ้นรนอยู่ เมื่อหัวหน้าครอบครัวจากไป) ยิ่งทำแค่เป็นค่าใช้จ่ายในงานศพ ยิ่งแย่ใหญ่ เพราะแทบไม่เหลือให้คนข้างหลังได้ใช้เลย การทำประกันชีวิตแบบนั้น จึงไม่ได้ช่วยเหลือหรือคุ้มครองคนที่อยู่ข้างหลังได้เท่าที่ควร

แบบไหนถึงจะถูก? = เป้าหมายของ การซื้อประกันชีวิต เพื่อการคุ้มครองชีวิต ก็คือ การหาว่า “เราควรจะเตรียมเงินเท่าไหร่ ถ้าเราจากไปอย่างกะทันหัน? เพื่อให้เงินก้อนนี้ปลดหนี้ที่มีอยู่ และเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของคนที่เราเลี้ยงดูอยู่ จนกว่าพวกเขาจะดูแลตัวเองได้” นั่นแหละ คือทุนประกันที่เราต้องเตรียม เราจึงควรซื้อประกันชีวิตโดยทำทุนประกันให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของคนข้างหลังจนกว่าเขาจะตั้งตัวได้ รวมถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่ด้วย ดังนั้น เราต้องมาคำนวณหาทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ซื้อตามความรู้สึก หรือซื้อเท่าที่รู้สึกพอใจจะจ่าย เพราะมันอาจจะไม่เพียงพอ (แต่เบี้ยที่จ่ายเพื่อให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสม ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่เราจ่ายไหวด้วยเช่นกัน)

6. ทำประกันสุขภาพกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

หลายคนทำประกันสุขภาพ โดยใช้ประกันชีวิตตัวหลักเป็นแบบสะสมทรัพย์ อาจจะเพราะอยากได้ผลตอบแทน เพราะไม่อยากจ่ายยาว หรือไม่ก็เพราะจะให้เงินคืนจากประกันสะสมทรัพย์ มาเป็นเงินช่วยจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ฟังดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ ไม่เวิร์ค

ผิดยังไง?

1) ถึงคิดว่าแบบสะสมทรัพย์มีผลตอบแทน มีเงินคืน เงินคืนจะเอามาช่วยลดเบี้ยที่จ่ายได้ แต่เบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับแบบสะสมทรัพย์ หักด้วยเงินคืนทีได้แล้ว ก็ยังแพงกว่าเบี้ยที่จ่ายกรณีที่ทำตัวหลักเป็นแบบตลอดชีพอยู่ดี

2) แบบสะสมทรัพย์มีระยะเวลาสัญญาเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่ง (ยิ่งแบบจ่ายสั้น ระยะเวลาสัญญาก็ยิ่งสั้น) ทำให้ถ้าหากไปทำประกันสุขภาพกับสัญญาที่มีระยะเวลาสั้น เมื่อสัญญาหมด ประกันสุขภาพก็จะหายไปด้วย ทำให้ต้องเริ่มทำประกันตัวใหม่ ซึ่งพอเริ่มทำประกันตัวใหม่ ค่าเบี้ยประกันชีวิตก็จะสูงกว่าเดิม (เพราะอายุมากขึ้น)

แบบไหนถึงจะถูก? = จะทำประกันสุขภาพ ก็ควรทำได้แบบยั่งยืน ไปยาวๆ (อาจจะจนกว่าจะถึงจุดที่รู้สึกว่าเบี้ยประกันสุขภาพสูงจนจ่ายไม่ไหว เช่น ช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป) ดังนั้น ตัวประกันชีวิตตัวหลักก็ควรเป็นตัวที่มีสัญญาระยะยาว เช่น แบบตลอดชีพ (เพื่อให้มีสัญญาให้ประกันสุขภาพเกาะได้ไปตลอด ไม่หมดก่อน) ซึ่งค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบสะสมทรัพย์ด้วย

เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ขอให้จำ จำแล้วนำไปใช้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ การซื้อประกันชีวิต ของเราเป็นการใช้เงินที่ถูกต้อง คุ้มค่า และตรงกับความจำเป็นของชีวิตจริงๆ

Ref: Propertytoday
Info: DDproperty

Alex Camera เด็กหนุ่ม Gen Y มีทั้งสไตล์ และความอาร์ทอยู่ในตัว ชอบคิดต่าง รักอิสระ ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว สนใจเรื่องการลงทุนทุกประเภท ที่สำคัญชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ และชอบแชร์เรื่องราวที่ได้พบ ผ่านมุมมองใหม่ๆ ด้วยคอนเซ็ปต์ " Simple As Shooting " ง่าย เหมือนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ.

Leave a Reply