รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติด้วย กฎลาเต้แฟคเตอร์

finance-david-bach

 

หนึ่งในความฝันของทุกคนสามารถเป็น “เศรษฐีอัตโนมัติ” ได้  จากสถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศมีเงินออมน้อยกว่า 25,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 750,000 บาท) ขณะที่ชาวอเมริกันอีก 60 ล้านคนไม่มีเงินออมเลย แสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ของประเทศที่เกษียณอายุไปแล้ว…กลับอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถดูแลชีวิตตนเองได้เลย แต่สำหรับครอบครัวแมคอินไทร์นั้น มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวนี้ไม่มีหนี้สินเลย ครอบครัวนี้เป็นเจ้าของบ้านถึงสองหลัง โดยอยู่เองหลังหนึ่ง และอีกหลังหนึ่งก็ปล่อยให้เช่าซึ่งได้ค่าเช่าถึงปีละ 26,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 780,000 บาท) สามีของครอบครัวนี้ยังมีเงินฝากในบัญชีเพื่อการเกษียณอีก 610,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18,300,000 บาท) ในขณะที่ภรรยาก็มีเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 72,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,160,000 บาท) และยังมีทรัพย์สินอย่างอื่นอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวแมคอินไทร์จะอยู่ได้อย่างสุขสบาย

แต่หลายคนรู้ดีว่าการวางแผนเกษียณก่อนอายุ 60 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนคนไทยนั้น ออมเงินเกษียณ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้งๆที่รู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มามากมายแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ยังไม่เริ่มต้นสักที การเริ่มต้นวางแผนเกษียณจึงเป็นสิ่งสำคัญต้นๆที่ เรามนุษย์เงินเดือนควรเริ่มคิดได้แล้วก่อนที่มันจะสาย

รวยด้วย กฎลาเต้แฟคเตอร์

          จากที่ได้อ่านหนังสือ The Automatic Millionaire หรือเศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ เขียนโดย David Bach กล่าวถึงคำว่า ลาเต้ แฟคเตอร์ คือตัวตัดสินอนาคตทางการเงินของคุณซึ่งคงแปลกใจว่าทำไมอนาคตทางการเงินจึงไปเกี่ยวอะไรกับกาแฟ 1 แก้ว

ซึ่งพออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วปรากฏว่า ไม่เกี่ยวกับกาแฟแค่เพียงอย่างเดียว แต่ไปเกี่ยวกับรายจ่ายอื่นๆของชีวิตคนเราในแต่ละวัน เช่น ลองเปรียบเทียบง่ายๆว่า ปัจจุบันนี้คุณใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน ส่วนใหญ่แล้วหมดไปกับเรื่องที่จำเป็นหรือแค่อารมณ์อยากซื้อ เช่น อยากดื่มกาแฟถ้วยโปรดร้านชื่อดัง แก้วละ 100 บาทก็มี ซึ่งดื่มแล้วก็ให้ความรู้สึกดี แต่คงไม่อิ่มเท่ากับทานข้าวกระเพราไก่ใส่ไข่ดาว จานละ 40 บาท

ถ้านำค่ากาแฟมาเทียบกันแล้วทานข้าวกะเพราไก่ ไข่ดาวได้เกือบ 3 จาน แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะจ่ายมันออกไปเพื่อความอยากดื่มกาแฟถ้วยโปรด หรือถ้ามาพิจารณาสินค้าที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น Smartphone หรือ Tablet สังเกตได้ชัดเลยว่าพอมี รุ่นใหม่ๆ ออกมาจะเกิดกระแสการจอง การต่อแถวซื้อ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่มีรุ่นก่อนหน้าอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคนที่ซื้อนั้น ซื้อเพราะจำเป็นต้องใช้งาน หรือเพื่อประกอบการทำงานก็ถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป็นประเภทที่ซื้อตามกระแสเป็นแฟชั่น หรือตามเพื่อน อันนี้ถือว่าซื้อเพราะอารมณ์อยากล้วนๆ ซึ่งน่าจะเป็นแบบหลังมากกว่าด้วย

หรืออีกมุมมองของ กฎลาเต้แฟคเตอร์ คือ บางคนบอกว่าตอนนี้รายได้เพิ่ม ก็สามารถซื้อของต้องการได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจากมุมมองนี้ คงต้องถามในมุมกลับกันด้วยว่ารายได้เพิ่มขึ้นแล้วสามารถเก็บเงินได้มากขึ้นหรือไม่  ซึ่งทุกๆ คนที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นก็มักจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ต้องวัดกันที่มีความสามารถออมได้เพิ่มขึ้นไม่

สรุปคือ คนส่วนใหญ่มักเสียเงินไปกับสิ่งเล็กน้อยที่จ่ายออกไปทุกวันโดยไม่ใส่ใจโดยคุณลองนำค่ากาแฟถ้วยโปรดมาคำนวณแล้วจะรู้เลยว่ากาแฟวันละ 1 แก้ว

 

ลาเต้-แฟกเตอร์

ตราบใดก็ตามที่คุณยังเสียเงินกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ เช่น กาแฟ บุหรี่ เหล้า ขนมขบเคี้ยว ขอให้รู้เลยว่าคุณกำลังโยนเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากทิ้งไป กับสิ่งเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต และถ้านานๆ เข้าเงินที่ทิ้งไปก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าคุณลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้เมื่อใด เงินที่ทิ้งไปก็จะเป็นเงินเหลือเก็บ และถ้านำไปวางให้ถูกที่ถูกทางถูกเวลา ก็จะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคุณเองในวันข้างหน้า

ดังนั้น วิธีที่จะลด ลาเต้แฟคเตอร์ ก็คือ จดรายการใช้จ่ายต่อวันทุกวัน และหากรายการใช้จ่ายใด เป็นรายการที่ไม่จำเป็นกับชีวิต ( เป็นอารมณ์ที่อยากซื้อ) ให้คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับ ลาเต้แฟคเตอร์

ลองทำดูสัก 1 เดือนก็จะเห็นผลแน่นอน และสิ่งที่ตามมา ก็คือ จะมีเงินเก็บออมมากขึ้นไปด้วย

 

Info : Business Plus

จบสถาปัตย์.. แต่มาทำงานด้านการตลาด เริ่มลงทุนกองทุนรวม สะสมเงินออมเพื่อที่วันหนึ่งมันจะเติบโตและเป็นเงินก้อนที่จะใช้มาเป็นเงินลงทุน ส่วนใหญ่ได้ความรู้มาจาก... คุณพ่อที่เป็นนายแบงค์ใหญ่ ชอบขีดชอบเขียนเล่าเรื่องราวทำแล้วมีความสุขจัง ^^

Leave a Reply