จับชีพจรดีเวลอปเปอร์ รายกลาง – เล็ก ปรับกลยุทธ์สู้ยักษ์อสังหา

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์รายกลาง-เล็กสู้ยักษ์อสังหา ปรับกลยุทธ์เน้นลงทุนคอนโดฯควบคู่แนวราบเพิ่มพอร์ตรายได้ “เสนาฯ”ติดใจขายดีกำไรงาม “สัมมากร-NC” ยังฮึดแม้ยอดขายหลุดเป้า “เรียลแอสเสทฯ” ทำตึกสูงกรุยทางขึ้นท็อป 10

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะแข่งขันสูงจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวกดดันให้รายกลางรายเล็กต้องปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด ในภาวะที่เสียเปรียบต้นทุนทั้งด้านการเงิน ทำเลพัฒนาโครงการ เครือข่ายผู้รับเหมา แบรนด์ ฯลฯ โดยแนวทางปรับตัวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หลายรายหันมาสร้างรายได้จากการพัฒนาโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียมมากขึ้น แม้กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะคอนโดฯ มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากต้องสร้างให้เสร็จทั้งโครงการจึงสามารถโอนห้องชุดให้กับลูกค้าได้ แตกต่างจากการทำแนวราบสามารถสร้างและโอนได้ทีละยูนิต และรับรู้รายได้ให้จบในปีเดียวกันได้ ความเสี่ยงของผู้ประกอบการจึงต่ำกว่า

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์ : รายได้คอนโดค่ายเสนาพุ่ง 75%

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า พอร์ตรายได้บริษัทเริ่มปรับสัดส่วนมาเป็นแนวสูงมากกว่าแนวราบในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขายมีมูลค่ารวม 13,300 ล้านบาท เป็นแนวสูง 7 โครงการ 8,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 63% และแนวราบ 13 โครงการ 5,000 ล้านบาท สัดส่วน 37%

จากเดิมทำแต่แนวราบ หันมาทำคอนโดฯเพื่อตอบรับดีมานด์ตลาดแต่ผลตอบรับดีเกินคาด มียอดขายที่ดี ที่สำคัญกำไรดีกว่าแนวราบจึงตัดสินใจพัฒนาแนวสูงต่อเนื่อง ในขณะที่โครงการแนวราบหาที่ดินยากขึ้นเพราะราคาที่ดินถีบตัวสูงขึ้นเร็ว ทำให้เปิดตัวโครงการยากขึ้น

“ที่จริงต้องการบริหารพอร์ตให้บาลานซ์ 50 : 50 ทั้งแนวสูงและแนวราบ บริษัทยังมองหาที่ดินสำหรับพัฒนาแนวราบอยู่ ไม่ได้ทิ้งไป แต่ที่ดินที่ได้มาเป็นโอกาสของคอนโดฯมากกว่า แผนงานปี”60 ก็น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน ดูจากแลนด์แบงก์ที่มีตอนนี้” ผศ.ดร.เกษรากล่าวและว่า

การแบ่งเซ็กเมนต์คอนโดฯ บริษัทมีแบรนด์ “เดอะ คิทท์” เจาะตลาดกลาง-ล่าง ราคาเฉลี่ย 3-5 หมื่นบาท/ตร.ม. แบรนด์เดอะ นิชไอดี, เดอะ นิช โมโน และเดอะ นิช ไพรม์เจาะตลาดกลาง-บน 5 หมื่น-1.2 แสนบาท/ตร.ม. ฐานลูกค้าหลักเป็นระดับกลาง ราคาเฉลี่ย 5-7 หมื่นบาท/ตร.ม. ปีหน้ามีแผนปรับคอนโดฯเดอะ คิทท์ เป็นอาคารไฮไรส์ขายในราคาเดิม เพื่อสร้างเป็นจุดขายในตลาดที่แข่งขันสูง ต่างจากเดิมที่แบรนด์เดอะ คิทท์พัฒนารูปแบบโลว์ไรส์ไม่เกิน 8 ชั้นมาตลอด

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์ : สัมมากรขอ 3 ปีดันแนวสูง 30%

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวคอนโดฯ โครงการแรกแบรนด์เอส เก้า คอนโดมิเนียม ทำเลใกล้สถานีบางรักใหญ่ แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 1,100 ล้านบาทเมื่อปี 2557 มียอดขาย 50% ถือว่าต่ำกว่าเป้าที่อยากปิดการขายภายในสิ้นปีนี้ เป็นผลกระทบจากการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงไม่ช่วยกระตุ้นยอดขาย กลุ่มผู้ซื้อลงทุนปล่อยเช่าหายจากตลาดไปมาก

อย่างไรก็ตาม สัมมากรยังต้องการพัฒนาแนวสูงต่อเนื่อง ตั้งเป้าภายในปี 2562 ปรับพอร์ตรายได้บ้านเดี่ยว 40% ทาวน์เฮาส์ 30% คอนโดฯ 30% เท่ากับช่วง 3 ปีนี้ต้องพัฒนาแนวสูงเพิ่มอีก โดยเน้นทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้า และให้ความสนใจตลาดทุกเซ็กเมนต์ โดยคอนโดฯเอส เก้า เริ่มจากจับตลาดกลาง-ล่าง ในอนาคตหากมีที่ดินเหมาะสมพัฒนาระดับไฮเอนด์สัมมากรก็พร้อมตัดสินใจลงทุน

“ทุกวันนี้ ตัวแปรในการพัฒนาโครงการมาจากต้นทุนราคาที่ดินแพงจึงเลี่ยงไม่พ้นต้องพัฒนาคอนโดฯ ส่วนโครงการแนวราบก็ต้องปรับไซซิ่งเล็กลง ทาวน์เฮาส์โครงการละไม่เกิน 35 ไร่ บ้านเดี่ยว 80 ไร่ เพราะที่ดินผืนใหญ่ ทำเลสวย หายากขึ้นทุกที” นายกิตติพลกล่าว

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์ : NC ชิมลางพัทยา-เชียงใหม่

นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง หรือ NC กล่าวว่า บริษัทเริ่มหันมาพัฒนาคอนโดฯ 2 แห่ง แบรนด์เนทูเรซ่า พัทยาเหนือ กับดิอามองต์ เชียงใหม่ ปีนี้ทั้ง 2 โครงการสร้างเสร็จเริ่มโอนแล้ว โดยเนทูเรซ่า พัทยาเหนือ เฟส 1 จำนวนกว่า 400 ยูนิต มียอดขายแล้ว 90% และเฟส 2 (เนทูเรซ่า อาร์ท) อีก 400 ยูนิต มียอดขาย 50% ส่วนดิอามองต์ เชียงใหม่ จำนวน 79 ยูนิต มียอดขาย 50%

ในภาพรวมยอมรับว่ายอดขายต่ำเป้าเล็กน้อย เดิมตั้งเป้ามียอดขาย 60-70% เมื่อสร้างเสร็จ แต่เศรษฐกิจซบเซาทำให้กำลังซื้อชะลอตัว รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่พฤติกรรมผู้บริโภคนิยมโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดฯ ทั้งนี้ ยังเดินหน้าขยายเฟส 3-4 โครงการเนทูเรซ่า พัทยาเหนือ กับดิอามองต์ เชียงใหม่ อาคาร 2-3 เพิ่มเติมในอนาคต เพียงแต่รอซัพพลายตลาดต่างจังหวัดลดลง จึงจะเป็นโอกาสลงทุน

“แผนธุรกิจ 3-5 ปี ตั้งเป้าปรับพอร์ตแนวราบเหลือ 70-80% เพิ่มแนวสูงเป็น 20-30% นอกจากขยายเฟส 3-4 ที่พัทยา และอาคาร 2-3 ในเชียงใหม่แล้ว ก็คงต้องเปิดโครงการใหม่เพิ่มด้วย เพราะเทรนด์ผู้ซื้อหันมาอาศัยในคอนโดฯ มากขึ้น เนื่องจากโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ขยายตัว และคนรุ่นใหม่มีวิถีชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น เอ็น.ซี.ฯก็ต้องมีสินค้าให้เลือกให้ครบทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” นายสมนึกกล่าว

จับชีพจรดีเวลอปเปอร์ : เรียลฯทำห้องชุดปูทางขึ้นท็อป 10

นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2555 ต้องการพัฒนาโครงการครบทุกโปรดักต์และทุกระดับราคา สถิติที่ผ่านมามีมูลค่าโครงการสะสมมากกว่า 1.25 หมื่นล้านบาท

แบ่งสัดส่วนเป็นแนวราบ 6,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48% แนวสูง 6,500 ล้านบาท สัดส่วน 52% จากเดิมเคยวางเป้าพัฒนาอาคารชุดเพียง 30% ของพอร์ตรายได้รวม ล่าสุดเรียลแอสเสทฯขยับมาพัฒนาคอนโดฯระดับลักเซอรี่ที่มีมูลค่าสูงแบรนด์ลาวีค สุขุมวิท 57 มูลค่าโครงการ 3,700 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนรายได้แนวสูงของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น

“เรามีเป้าหมายขึ้นเป็นบริษัทอสังหาฯ ท็อป 10 มั่นใจว่ายังมีความเป็นไปได้ จากนี้ไปจะเพิ่มคอนโดฯ ระดับลักเซอรี่มากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งเซ็กเมนต์กลาง-ล่าง”

Ref: Propertytoday
info: Prachachat

สาวน้อยอายุยี่สิบต้นๆ มีความสนใจด้านอสังหาฯโดยเฉพาะคอนโดต่างๆ กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนและเล่นหุ้น งานอดิเรกชอบอ่านบทความอสังหาฯจากเหล่า influencer บทความวิจารณ์ต่างๆและแชร์เป็นบทความใหม่ในมุมมองของตัวเอง

Leave a Reply